กิติชัย เตชะงามเลิศ “จาก 1 ล้าน เป็น 500 ล้าน ผมทำอย่างไร?”

กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนรายใหญ่ เจ้าของพอร์ตหุ้น “หลายร้อยล้านบาท” กล่าว

 

กิติชัย เตชะงามเลิศ เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่ชีวิตวัยเด็กเป็นยิ่งกว่านิยาย

หลังพ่อแม่เสียชีวิตในเปลวเพลิงพร้อมโรงงานเสื้อยืด ขณะกิติชัยมีอายุเพียง 12 ปี

เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคันขณะเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนเทพศิรินทร์

สามพี่น้องในวัยเยาว์ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในธุรกิจค้าส่งเสื้อผ้า โดยไม่มี “เสาหลัก” ของครอบครัว

 

กิติชัยเรียนกวดวิชาตอนกลางคืนแล้วมาสอบเทียบ ม.ปลาย

จากนั้นเขาก็วางแผนสอบเอนทรานซ์   หลังจากการสอบพบว่า

เขาติดคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  โดยมีคะแนนมาเป็น  “อันดับที่ 1”

และคะแนนของเขา ยังสามารถเข้าไปเรียน “คณะแพทย์”  ได้อีกด้วย แต่ไม่ได้เลือกไว้

 

กิติชัยเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้เพียงเทอมเดียว

จากนั้นก็ต้องลาออกมาช่วยพี่ชายค้าขายธุรกิจเสื้อยืดต่อไป

จากนั้นก็ใช้เวลาว่าง ไปลงเรียนที่รามคำแหง คณะบริหารธุรกิจ

เขาเรียนจบภายใน 3 ปีครึ่ง   และยังได้ทุนเรียนฟรี 2 เทอม เพราะเรียนดี

 

หลังจากจบปริญญาตรีที่รามฯ   เขาก็วางแผนเรียนปริญญาโทต่อ

กิติชัยสอบติด MBA มหาวิทยาลัย “เกรดเอ” พร้อมกัน 3 แห่ง

คือที่ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ และนิด้า แต่สอบตกสัมภาษณ์ที่ธรรมศาสตร์

จึงตัดสินใจเรียน MBA พร้อมกันที่จุฬาฯ และนิด้า

แต่เรียนไปได้แค่เทอมเดียวสู้การเดินทางไม่ไหวจึงเลือกเรียน MBA ที่จุฬาฯ เพียงแห่งเดียวจนจบการศึกษา

 

ช่วงที่เรียนหนังสือกิติชัยก็เริ่มเล่นหุ้นแล้ว

ประมาณปี 2534-2535 เขาเริ่มเล่นหุ้นจากเงินก้อนเล็กๆ และเติบใหญ่จน

ปัจจุบันมีพอร์ตหุ้น “หลายร้อยล้านบาท”

ขณะเดียวกันกิติชัยก็เป็นนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (ซื้อมา-ขายไป) ที่สายตาแหลมคม

 

ปัจจุบันมีอสังหาริมทรัพย์ภายใต้การครอบครองมูลค่าหลัก “ร้อยล้านบาท”

ทั้งคอนโดให้เช่า ที่ดินเปล่า และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร

เขามักจะเข้าประมูลซื้ออสังหาริมทรัพย์ ตามหน่วยงานราชการที่เปิดประมูล

จากนั้นก็นำปรับปรุงใหม่ และขายออกไป  โดยตนเองเป็นคนจัดการเพียงผู้เดียว

 

กิติชัย กล่าวถึงเมื่อมีคนชอบมาถามเขาเกี่ยวกับการลงทุน..

“มีคนชอบถามผมว่า ควรจะลงทุนอะไรดี

และสัดส่วนการลงทุนในแต่ละช่องทางควรจะเป็นอย่างไร

ก่อนอื่นเราควรจะดูว่า เราอายุเท่าไร

และการยอมรับความเสี่ยงในการขาดทุนจากการลงทุนได้มากน้อยเพียงใด”

 

“ตามปกติคนที่มีอายุมาก ควรจะลงทุนในตราสารหนี้มากหน่อย

ซึ่งมักจะประกอบด้วย  พันธบัตรรัฐบาล

หุ้นกู้ของบริษัทที่ได้รับเกรดการลงทุนอยู่ในระดับสูงกว่า BBB หรือ BBB

หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้”

 

“จากนั้นก็อาจนำเงินที่เหลือมาลงทุนในตราสารทุน (หุ้น)

และอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้ประจำจากค่าเช่า

หรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้ที่มีเงินออมไม่มากนัก”

นั่นคือ  คนที่มีอายุ “ไม่ควรเสี่ยง” ในการลงทุนมากนัก

 

“ส่วนคนที่มีอายุไม่มากสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า

ก็อาจจะลงทุนกองทุนที่ลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) มากขึ้น

อย่างไรก็ตามก็ควรจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และตราสารหนี้ด้วย

เมื่อมีความรู้มากขึ้นอีกระดับหนึ่ง อาจจะแบ่งเงินลงทุนส่วนหนึ่งไม่ควรเกิน 5-10%

ลงในสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนที่ลงทุนในสินค้าเหล่านี้ให้เลือกได้หลากหลาย”

 

กิติชัย กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนมากหรือน้อย

ก็คือ Asset Allocation (การกระจายทรัพย์สิน)

ถ้ามีการกระจายการลงทุนได้ดี

จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีภายใต้ความเสี่ยงที่พอรับได้

 

“บางคนชอบลงทุนโดยดูช่วงจังหวะ (Timing) ซึ่งผมคิดว่า

โอกาสที่ท่านจะลงทุนได้ถูกจังหวะไม่ใช่เรื่องง่าย

ผมเห็นเซียนหลายคนตกม้าตายจากเรื่อง Timing

ผมคิดว่าท่านอาจจะลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Average)

โดยการลงทุนทุกเดือนด้วยจำนวนเงินเท่ากัน น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด”

 

นอกจากนั้นยังมีวิธีวิเคราะห์หุ้นที่เรียกว่า   Top Down และ Bottom Up

เซียนหุ้นร้อยล้าน กล่าวถึงแนวทางการลงทุนของตนเองว่า

การลงทุนในตลาดหุ้นส่วนตัวจะใช้วิธีทั้ง Top Down (จากบนลงล่าง)

และ Bottom Up (จากล่างขึ้นบน)

 

โดยการเลือกหุ้นแบบ Top Down คือ

การเลือกอุตสาหกรรมที่น่าสนใจก่อน แล้วค่อยเลือกบริษัท “ที่ดีที่สุด” ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้น

ส่วนวิธีการเลือกหุ้นแบบ Bottom Up ก็คือ

การเลือกรายบริษัทโดยค้นหาบริษัทที่มีผลประกอบการน่าประทับใจ หรือ มีอะไรที่น่าสนใจ

 

“โดยผมจะมีหุ้นที่คอยติดตามอยู่ประมาณ 30-40 ตัว

โดยจะตามแบบห่างๆ ยกเว้นหุ้นตัวไหนที่สะดุดตาก็จะติดตามอย่างใกล้ชิด

แต่อย่างไรก็ตามผมจะควบคุมหุ้นในพอร์ตการลงทุนไว้ประมาณ 3-10 ตัวเท่านั้น

แล้วแต่ช่วงเวลานั้นๆ ว่า จะมีหุ้นที่น่าสนใจมากน้อยแค่ไหน”

 

และนั่นคือ กิติชัย เตชะงามเลิศ

ผู้มีสมญานามว่า  “เซียนหุ้นหน้าหยก”

เขาเป็นทั้งคนเล่นหุ้น นักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และ…

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ   เขาทำเงิน “500 ล้านบาท”  ได้อย่างไร?

 

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้การเล่นหุ้น ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน จนกลายเป็นที่มาของ “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น”

lotteryandshare

จัดเป็นประโยคคุ้นเคยสำหรับคนไทยในยุคปัจจุบัน ที่ว่ากันว่า “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” เพราะเป็นที่สังเกตได้ง่ายในคนยุคปัจจุบัน ที่คนส่วนใหญ่ ฐานการเงินจนจนถึงปานกลาง มักจะที่จะเล่นหวยเพื่อหวังโชคชะตาที่จะได้รับเงินก้อนโต แต่ในคนรวยแล้ว ต่างมีมุมมองที่แตกต่างไปจากนั้น ซึ่งตามจริงและแล้ว หวยและหุ้น จัดเป็นสิ่งเดียวกัน มีความแตกต่างเพียงผู้เล่นที่มีรายได้ที่ต่างกัน และที่สำคัญเป็นกฎของธรรมชาติ เมื่อมีผู้ได้แล้วก็จะต้องมีผู้เสียเป็นเรื่องธรรมดา แต่การเล่นหวย เมื่อเสียเราก็จะรู้ทันทีเลยว่าเจ้ามือก็จะได้รับ แต่ในการเล่นหุ้นแล้วกลับยังไม่มีคนทราบแน่นอนว่าใครจะเป็นผู้ได้ เพราะในการเล่นหุ้นไม่มีเจ้ามือ สำหรับแนวทางคิดของกลุ่มคนเล่นหวยและการเล่นหุ้น ที่มีความแตกต่างกันนั้น มีประเด็นส่วนใหญ่ดังนี้

การเล่นหวย ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มคนที่มีฐานการเงินที่น้อยไปจนถึงปานกลาง ทำให้กลุ่มคนพวกนี้มักจะดำเนินชีวิตไปด้วยระยะเวลาที่สั้น ความคิดการวางแผนอนาคตจะไม่ได้ยืดยาวเท่ากับกลุ่มนักเล่นหุ้นหรือกลุ่มคนรวย เพราะสำหรับคนจนแล้ว มักจะมองการให้ชีวิตแบบวันต่อวัน หาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางก็มักจะคิดแบบเดือนต่อเดือน ทำให้เฝ้ารอช่วงสิ้นเดือนเสมอ มักชอบสิ่งของเครื่องใช้ตามสมัยนิยม ทำให้คาดการณ์ได้ไม่ยากว่าบุคคลพวกนี้จะต้องเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างแน่นอน แต่สำหรับคนฐานะสูง มักจะมีการวางแผนชีวิตในระยะยาว เป็นปี หรือเป็น 10 ปี หรืออาจมากกว่านั้น เป็นการมองการไกลเกี่ยวกับอนาคตภายภาคหน้า ทำให้บุคคลกลุ่มนี้มีความอดออมเป็นพิเศษเพื่อที่จะลงทุนในระยะยาว และสร้างตัวเงินแบบงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน ซึ่งจัดเป็นสูตรที่สำคัญที่จะเปลี่ยนคนให้กลายเป็นคนมั่งคั่งในที่สุดโดยการเล่นหุ้น

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้การเล่นหุ้น ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

เปิดพอร์ตเล่นหุ้นที่ไหนดี ?

ปัญหาแรกๆของคนอยากเริ่มเล่นหุ้นเลย พี่ทุยว่าไม่ใช่ปัญหาที่ว่าจะเลือกหุ้นตัวไหน ซื้อหุ้นตอนไหนดี แต่ว่าปัญหาแรกที่มักจะต้องเจอก็คือ “เปิดพอร์ตเล่นหุ้นที่ไหนดี” หรือจะเลือกโบรกเกอร์ไหนดี ?

โบรกเกอร์ คืออะไร ?

เอ่อ.. โบรกเกอร์ คือ คนที่เราจะไปเปิดบัญชีเล่นหุ้นด้วยนะ จะเลือกของที่ไหนดี ? เพราะมีเยอะเข้าขั้นมากเลย พี่ทุยตัดประเด็นเรื่องบทวิเคราะห์ออกก่อนนะ เพราะจริงๆแล้วไม่ว่าเราไปเปิดพอร์ตของโบรกเกอร์ไหน เราก็สามารถเข้าไปอ่านบทวิเคราะห์ได้ของทุกที่ ทุกโบรกเกอร์เลย

เพราะจากประสบการณ์ พี่ทุยแทบไม่ได้ดูบทวิเคราะห์ที่ทางโบรกเกอร์ส่งมาให้เลย (อันนี้ส่วนตัวฝุดๆ ฮ่า) แต่จะอ่านเฉพาะอันที่พี่ทุยสนใจแค่นั้นเอง เพราะส่งมาเยอะมากอ่านไม่ทันอันนี้ยอมรับเลย

ถ้าเราไม่ใช่รายใหญ่มาก แต่กำลังอยากเป็นเม่าตัวน้อยๆละก็ ประเด็นเดียวที่พี่ทุยคิดว่าน่าสนใจสำหรับคำถามที่ว่า “เปิดพอร์ตเล่นหุ้นที่ไหนดี” เลยคือ “มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำมั้ย?”

บางโบรกเกอร์มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำต่อวัน เช่น ไม่ว่าวันนี้จะ ซื้อ/ขาย เท่าไหร่ก็เสีย 50 บาทก่อน ไม่ว่าจะเทรด 200 บาท หรือ 500 บาท ต้องเสีย 50 บาท สมมติว่าทางโบรกเกอร์เค้าคิดค่าธรรมเนียม 0.25% เราซื้อ หุ้นไป 1,000 บาท จริงๆควรเสียแค่ 2.50 บาท แต่ถ้ามีขั้นต่ำเค้าจะคิดไปก่อนเลย 50 บาท
แล้วเราควร “เปิดพอร์ตเล่นหุ้นที่ไหนดี” ?

อย่างที่พี่ทุยบอกไปเลยเรื่องของค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ แน่นอนว่าถ้าเงินที่เราเล่นหุ้นยังมีไม่มากเท่าไร การเสียเงินค่าธรรมเนียมแบบนี้ก็แพงใช่เล่นเลยนะ พี่ทุยเลยอยากแนะนำโบรกเกอร์ที่ไม่มีขั้นต่ำนั่นเอง !

แต่พี่ทุยอยากแถมเข้าไปอีกประเด็นนึง ก็คือ ถ้าเรามี “เพื่อน” ทำงานเป็นโบรกเกอร์อยู่แล้ว ก็ไปเปิดกับเพื่อนเถอะ ช่วยๆกัน เพื่อนจะได้พอร์ตที่ใหญ่ขึ้น แล้วยิ่งเป็นเพื่อนเราก็จะได้กล้าถามแบบไม่ต้องเกรงใจมากเน๊าะ เผลอๆให้เพื่อนช่วยแนะนำหุ้นได้ด้วยนะ ฮ่าๆๆๆๆ แต่หลังจากที่เพื่อนแนะนำก็อยากลืมไปวิเคราะห์ต่อกันเองด้วยเน้ออออออ

ปล. แต่จริงๆจะ “เปิดพอร์ตเล่นหุ้นที่ไหนดี” ก็แล้วแต่ความชอบเลยน่ะ อันนี้เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆน้าาาา ไม่ต้องยึดมั่นคั้นให้ตายล่ะ อิอิ

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้การเล่นหุ้น ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

เคล็ดลับ!! สร้าง 3 ล้านบาท ใน 10 เดือน

ทำกำไรForex เคล็ดลับสร้างกำไร 3 ล้านบาท ใน 10 เดือนทำกำไรจากตลาด Forexเป้าหมายมือใหม่..
*ทุน 100 เหรียญ สร้างกำไร 1 แสนเหรียญ 3 ล้านบาท ใน 10 เดือน*

*(ทำแค่ 5% ต่อวัน)*ง่ายมาก สำหรับมือใหม่.”(สำคัญมากอย่าโลภ!)
ตั้งเทรดที่ เดือนที่ ทุน กำไร 5% /วัน คูณ 20 วัน กำไรต่อ/เดือน
0.05 / 1 100 5 $ 100
0.10 / 2 200 10 $ 200
0.20 / 3 400 20 $ 400
0.40 / 4 800 40 $ 800
0.80 / 5 1600 80 $ 1600
1.00 / 6 3200 160 $ 3200
2.00 / 7 6400 320 $ 6400
3.00 / 8 12800 640 $ 12800
6.00 / 9 25600 1280 $ 25600
8.00 / 10 51200 2560 $ 51200
…………………………………………………….
รวม 102,400 เหรียญ x 30 = 3,072,000 บาท
( สะสมครบ 10 เดือนไม่ต้องถอน )
ฝากเงิน 100$ รับ 3 ล้าน 10 เดือน อยากได้ ต้องลงมือทำ!
เริ่ม..แรกทำตามเป้าหมาย…อย่าโลภ….
มืออาชีพ ทำ 30%- 60% ต่อวัน
                     
*ทุน 1,000 เหรียญ สร้างกำไร 1 ล้านเหรียญ 30 ล้านบาท ใน 10 เดือน*
 *(ทำแค่ 5% ต่อวัน)*ง่ายมาก สำหรับมือใหม่.”(สำคัญมากอย่าโลภ!)
 เดือนที่ ทุน กำไร 5% /วัน คูณ 20 วัน กำไรต่อ/เดือน
1 1000 50 $ 1000
2 2000 100 $ 2000
3 4000 200 $ 4000
4 8000 400 $ 8000
5 16000 800 $ 16000
6 32000 1600 $ 32000
7 64000 3200 $ 64000
8 128000 6400 $ 128000
9 256000 12800 $ 256000
10 512000 25600 $ 512000
…………………………………………………….
รวม 1,024,000 เหรียญ x 30 = 30,072,000 บาท
ข้อดีอีกข้อของตลาด Forex คือ เราสามารถเทรดขาขึ้นและขาลงได้

หลายท่านอาจจะเคยเล่นหุ้น มาบ้าง หลักการทำกำไรหลักๆ ก็จะคล้ายกันที่ว่า ซื้อถูก-ขายแพง(พูดง่ายแต่ทำจริงๆ ไม่ง่ายเลย) ในการซื้อ-ขายหุ้นจะซื้อ-ขายเป็นตัวๆ ไป แต่ในตลาด Forex จะต่างจากหุ้น ตรงที่ เราจะดูกันเป็น “คู่” ซื้อเงินสกุลหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ก็ขายเงินอีกสกุลหนึ่งออกไป หรือเป็นการจับคู่แลกเปลี่ยน ซื้อขายค่าสกุลเงิน กำไรก็จะได้มาจากส่วนต่างจากการขายในแต่ละครั้งครับ

ยก ตัวอย่างเช่น EUR/USD คือการเปรียบเทียบระหว่างเงินยูโรของสหภาพยุโรป กับเงินดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินด้านซ้ายเราเรียกว่า base currency โดยเรามักจะเห็นราคา ซื้อ-ขาย แบบข้างล่างครับ

EUR/USD bid= 1.35000 offer= 1.35007

ถ้าเราสั่ง ซื้อ (เรียกว่า Buy หรือ Long) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order BUY) เราจะได้ราคาที่ offer และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ bid ตัวอย่างเช่น ณ เวลาที่เราเข้า Buy คู่ EUR/USD ราคา offer อยู่ที่ 1.35300 ถ้าเราปิด (close) ทันที เราจะ sell คืนไปที่ราคา bid 1.35000 เท่ากับเราขาดทุนทันที 0.00030 หรือ 30 จุด หรือ pip (ทุกครั้งที่เราเปิดการเทรด เราจะติดลบก่อนเสมอ ในความเป็นจริงคงไม่มีใครซื้อแล้วขายเลยแบบนี้)

เราจะทำกำไรด้วยการ buy ที่ราคา offer ซึ่งก็คือซื้อมาถือไว้ เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้น ก็คือรอให้ค่า bid สูงกว่าค่า offer ที่เราเปิด buy ไว้ และเราจะปิด order นี้ โดยการ sell คืน (การสั่ง close order จะเป็นการ sell อัตโนมัติ – ไม่ใช่ให้เราเปิด order sell อีกอัน) ไปในราคาที่สูงกว่า (ถ้า sell คืนในราคาต่ำกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ซื้อถูก ขายแพง

เมื่อ เราสั่ง ขาย (เรียกว่า Sell หรือ Short) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order SELL) เราจะได้ราคาที่ bid และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ offer – การ Sell คือการที่เราสั่งโบรกให้ขายออกไปก่อน เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนตกลงมา และเราจะปิด order นี้ โดยการ Buy คืน (การสั่ง close order จะเป็นการ buy อัตโนมัติครับ – ไม่ใช่ให้เราเปิด order buy อีกอัน) ไปในราคาที่ต่ำกว่า (ถ้า Buy คืนในราคาสูงกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ขายแพง แล้วซื้อถูก

แต่จะเห็นว่า เราดู จุด หรือ pip กันที่ ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 (หรือตำแหน่งที่ 2 ในบางคู่) เราลองมาดู EUR/USD กัน

สมมุติ ว่า เราพิจารณาแล้ว เราเห็นว่า EUR น่าจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับ USD (คือ EUR จะแลก USD ได้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป) เราจึงทำการเข้า buy โดยที่เราได้ราคา ที่ 1.3500 (จำได้มั๊ยครับว่าเราจะได้ราคา offer นั่นแปลว่าเมื่อเทียบกับ bid เราจะ -3 นี่คืนส่วนของค่าคอมมิทชั่นของโบรกเกอร์ครับ)

เมื่อเวลาผ่านไป ราคาวิ่งขึ้นไป ที่ 1.35500 หรือขึ้นมา 500 จุด แล้วเราเห็นว่าอาจจะไปต่อไม่ไหว จึงปิดทำกำไรที่ จุดนี้ เราจะได้กำไรมา 500 จุด หรือ 500 pips หรือ 0.0500 หน่วยใน base currency ซึ่งในที่นี้คือ 0.0500 USD

น้อยมากใช่ไหมครับ 0.0050 USD = ครึ่งเซ็นต์ หรือประมาณ 17 สตางค์ เท่านั้น นั่นแปลว่าหากเราอยากทำกำไรเยอะๆ เช่น pip ละ $1 (50 pip ก็คือ $50) เราต้องสั่งเทรดถึง $10,000 เลยทีเดียว เป็นเงินที่ไม่น้อยเลย
แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะเดี๋ยวเรามาดูกันต่อในหัวข้อ Leverage นะครับ ว่าทำไมการมี Leverage ช่วยให้เราทำเงินเยอะ จากการลงทุนที่น้อยกว่าได้อย่างไร

ทุนน้อยแล้วจะลงทุนใน Forex อย่างไร? Leverage คืออะไร

Leverage คืออะไร?

จำ ได้มั๊ยครับว่าจากบทความที่แล้ว จากที่เราสั่งซื้อด้วยเงินเพียง $1 ของเราเอง กำไรมันน้อยนิดมาก ขนาด +50 จุดยังทำเงินได้ 17 สตางค์เอง หากเราอยากทำกำไรเยอะๆ เช่น pip ละ $1 (50 pip ก็คือ $50) เราต้องสั่งเทรดถึง $10,000 เลยทีเดียว มีทุนไม่พอแน่ ทำไงดี ตรงนี้แหล่ะครับที่ Leverage เข้ามามีผล Leverage มีผลกับการ เทรด Forex อย่างไร เรามาดูกัน

Leverage 1:100 แปลว่า เราใช้ทุนของเราเองเพียง 1 เพื่อสั่งซื้อ-ขาย 100 เช่น เราจะสั่งซื้อ EUR มาถือไว้ โดยจะซื้อที่ราคา 1.3502 จำนวน 100 USD (คือได้มา 74.0631 EUR) เราไม่ต้องใช้ 100 USD ครับ เราจะใช้เพียง 1 USD เพื่อแลก 74.0631 EUR มาถือไว้ ซึ่งเมื่อเราขายคืนไปที่ 1.3552 หรือกำไรมา 0.0050 แทนที่เราจะกำไรแค่ นั้น จะกลายเป็นว่าเราจะทำกำไรได้ 0.50 usd แปลว่าเราสามารถทำกำไรได้ 50% จากเงินที่เราลง (เราลงเพียง $1 เพื่อทำกำไร $0.50)แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ว่าเราจะมีเงินพอรึเปล่า เวลามี Leverage แบบนี้ เพราะเวลาเทรดเราจะสั่งเทรดอย่างมาก ไม่เกิน 40% ของทุน (แต่แนะนำที่ 10% ครับ จะได้มีเหลือไว้แก้ตัว) เช่นถ้าเรามีทุน $100 เราก็สั่งเทรดเพียง $10 หรือ 10% (แต่เวลาสั่ง $10 คือ 1,000 unit นะครับ ที่ Leverage 1:100) 10% ที่ใช้ เราจะเรียกว่า used margin เวลาราคาวิ่งขึ้นหรือลง มันจะมาบวก หรือ ลบ ที่ 90% ที่เหลือ หรือที่เรียกว่า available margin หากเราติดลบไปเรื่อยๆ จน available หมด ระบบจะทำการตัดขาดทุน โดยการปิด order นี้ โดยอัตโนมัติ นั่นคือ โบรกเกอร์จะไม่ยอมขาดทุนแทนเราหรอกครับ

คิดคร่าวๆ คือ เราจะทำกำไร (ขาดทุน) ได้ ประมาณ 1% ต่อ pip จากเงินทุนของเรา (คู่อื่นอาจจะไม่ถึง 1% บางคู่ก็มากกว่า เช่น EUR/GBP ตกประมาณ 2% ครับ)

…………………………………………………………………

นั่นหมายความว่า ด้วยทุนเพียง $100 (3,000 บาท) คุณจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $0.10 (สั่งเทรด ) หากทำได้ 100 จุดต่อวัน ก็วันละ $10 หรือ 300 บาท (โดยประมาณ) หรือวันละ 10%

และทุนเพียง $1000 (30,000 บาท) เราจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $10 (สั่งเทรด ) หากทำได้ 100 จุดต่อวัน ก็วันละ $1000 หรือ 3,0000 บาท

หรืออาจจะเริ่มเพียง $100 (3000 บาท) โดยจะได้จุดละประมาณ 10 เซ็นต์

ค่อยๆ สะสมไปก็ได้ครับ เพราะมีแล้วคนที่ทำ $1000 จากทุน

ทำ5% ที่ EXNESS (โบรกเกอร์) เป็น $1,000,000 ใน 12 เดือน

อง คิดดูเล่นๆู ล่ะกันครับ ถ้าเพียงคุณสามารถทำกำไรได้ 10% ของทุนต่อวัน เพิ่มไปเรื่อยๆ 6 เดือน (120 วันเทรด) จะเป็นเงินเท่าไหร่ จากทุนเพียง $1000

เป็น $463,545.34 หรือ 15,765,541.60 บาท ครับ โอ้ววววว พระเจ้าช่วย (ทำได้แค่ 5% ของไอเดียนี้ก็หรูแล้วครับ)

ปกติ EUR/USD จะไม่แรงมาก ทำวันละ 100-300 จุดได้ หากเป็นบางคู่ เช่น GBP/JYP (ทุกวันนี้ผมเล่น GBP/JYP เป็นหลัก เพราะแรง เร้าใจ) ผมเคยทำได้มากสุด +2500 จุด เพียงช่วงเวลาที่ผมหลับ (เที่ยงคืน) จนมาถึงเวลาที่ผมตื่น (7 โมงครึ่ง) หรือ 250% ของเงินทุนที่ผมเทรด

ที่ (โบรกเกอร์) ให้เราสามารถ up Leverage ได้สูงสุดถึง 1:1000 นั่นแปลว่า เราใช้ทุนตัวเองเพียง $200 ในการเทรด 100,000 unit (หรือ 1 lot จะได้จุดละ $10) เองครับ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Leverage ก็เป็นดาบ 2 คม ที่ทั้งทำให้ รวย-จน ได้ในพริบตาLeverage และการที่มันวิ่งขึ้นลงทั้งวัน นี่แหล่ะครับ ที่ทำให้ Forex สนุก และเร้าใจ

เข้า Exness เพื่อเปิดบัญชี

  >>สมัครเล่นหุ้นExnessคลิก<<

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึงคนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้การเล่นหุ้น ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

มีเงิน 50,000 ลงทุนอะไรดี ให้เป็นเศรษฐีในวันข้างหน้า

ลงทุนอะไรดี

มีเงิน 50,000 ลงทุนอะไรดี จะฝากประจำ ซื้อกองทุน หรือเล่นหุ้นดี เยอะแยะไปหมด เลือกไม่ถูก ถ้าไม่รู้ว่ามีเงิน 5 หมื่นจะเอาไปลงทุนอะไรดี ลองมาอ่านบทความนี้ดูก่อน ไม่แน่ คุณอาจจะได้คำตอบก็ได้ ลองดูครับ

มีเงิน 50,000 บาท ลงทุนอะไรดี เป็นคำถามยอดฮิตของคนรุ่นใหม่มักจะถามกัน เพราะใคร ๆ ก็อยากมีชีวิตที่ดี มีเงินทองใช้คล่องไม่ขาดมือ และอยากประสบความสำเร็จในชีวิตภายในเวลาอันรวดเร็ว มนุษย์เงินเดือนหลายคนจึงใฝ่ฝันจะจับเงินล้านให้ได้สักครั้งในชีวิต ซึ่งแต่ละคนก็มีการวางแผนการเงินที่แตกต่างกันออกไปตามทุนทรัพย์ที่ตนเองมีอยู่

มีเงิน 50,000 ลงทุนอะไรดี ให้เป็นเศรษฐีในวันข้างหน้า

ทุกคนที่ตั้งคำถามนี้ขึ้นมาไม่มีใครอยากลงทุนไปแล้วขาดทุนครับ แต่แน่นอนครับว่าในทุก ๆ การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ ใช่ว่าเราลงทุน 50,000 บาท จะได้กลับมาเท่าเดิมเสมอไป หรือจะให้ได้กำไรปุ๊บปั๊บเลยก็อาจจะไม่ใช่ ทุกอย่างต้องอาศัยเวลาและความอดทนทั้งนั้น

ดังนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมจะมาแนะนำทางเลือกในการลงทุนโดยเริ่มต้นต่อยอดจากเงิน 50,000 บาท ซึ่งต้องขอบอกไว้ก่อนนะครับว่าแนวทางที่นำมาเสนอเป็นเพียงทางเลือกประกอบการตัดสินใจเท่านั้น และไม่ได้รับประกันว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จในทุก ๆ การลงทุนนะครับ ดังนั้นหากใครที่กลัวว่าลงทุนไปแล้วจะขาดทุน ไม่คุ้มทุน ก็ขอให้ศึกษารายละเอียดของการลงทุนให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งนะครับ เราจะไปเริ่มจากวิธีการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยไปหาความเสี่ยงมากเพื่อความสะดวกในการตัดสินใจนะครับ ไปดูกันได้เลย


ลงทุนในเงินฝากประจำ

การฝากเงินกับธนาคาร เป็นการลงทุนที่แทบจะไม่มีความเสี่ยงเลย คือ ฝาก 50,000 รับรองได้ว่าได้รับเงินต้นกลับมา 50,000 แน่ ๆ แถมได้ดอกเบี้ยด้วย แต่การฝากเงินในปัจจุบันมักไม่ใช่ตัวเลือกแรกสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ เพราะให้ผลตอบแทนน้อยและใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล (ดอกเบี้ย)

แต่สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นการลงทุนในเงินฝาก กระปุกดอทคอมก็ขอแนะนำเป็นการ “ฝากประจำ” จะดีกว่าครับ เพราะให้ผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากแบบออมทรัพย์ ซึ่งก็มีให้เลือกหลายแบบทั้งแบบฝากประจำปลอดภาษี ที่ต้องฝากเท่ากันทุก ๆ เดือน และแบบฝากประจำธรรมดาที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 3 6 12 24 48 60 เดือน ให้เลือก โดยข้อดีของการฝากเงินคือ ไม่มีความเสี่ยง เพราะผลตอบแทนไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของธนาคาร และได้ดอกเบี้ยในอัตราที่แน่นอน

ลงทุนในสลากออมสิน

สลากออมสิน เป็นรูปแบบหนึ่งของการออมเงิน ซึ่งจะว่าไปก็คล้าย ๆ กับการฝากเงินแบบฝากประจำ เน้นฝากระยะยาว เป็นเงินเย็น ซึ่งจะแตกต่างจากเงินฝากทั่วไปตรงที่ผู้ฝากจะมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลในทุก ๆ เดือนคล้ายกับการออกรางวัลลอตเตอรี่ นอกจากนี้ผู้ฝากยังจะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่ธนาคารออมสินเป็นผู้กำหนด และเมื่อครบกำหนดก็จะได้เงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ย

ตัวอย่างเช่น ซื้อสลากออมสินพิเศษอายุ 3 ปี หน่วยละ 50 บาท อัตราดอกเบี้ย (ณ เดือนมีนาคม 2560) คือ…

สลากออมสิน

          – เงินรางวัล

สลากออมสิน

          – ผลตอบแทนขั้นต่ำ

สลากออมสิน
            ภาพจาก ธนาคารออมสิน

ดังนั้นหากมีเงิน 50,000 บาท นำไปซื้อสลากออมสิน 3 ปี หน่วยละ 50 บาท จะได้ทั้งสิ้น 1,000 หน่วย หากฝากครบ 3 ปี จะได้ดอกเบี้ย 750 บาท ดังนั้นผลตอบแทนที่จะได้รับหลังฝากครบ 3 ปีจะเท่ากับ 50,000+750 = 50,750 บาท ซึ่งอาจดูเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่อย่าลืมว่าเรายังมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลอื่น ๆ อีก 36 งวดด้วย

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดของสลากออมสินได้ที่ ธนาคารออมสิน

ลงทุนในสลากออมทรัพย์ ทวีสิน ธกส.

สลากออมทรัพย์ ทวีสิน ธกส. มีลักษณะคล้ายกับสลากออมสิน โดยสลากออมทรัพย์ ทวีสิน ธกส. มีอายุการรับฝาก 3 ปี  กำหนดออกรางวัลทุกวันที่ 16 ของทุกเดือน โดยเมื่อฝากครบกำหนด ธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยให้ตามที่ระบุไว้ แต่จะไม่จ่ายดอกเบี้ยในกรณีที่ผู้ฝากถอนเงินคืนก่อนครบกำหนด

          ตัวอย่างเช่น ซื้อสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดที่ 4 หน่วยละ 100 บาท หากฝากครบกำหนด 3 ปี จะได้ดอกเบี้ยหน่วยละ 1.25 บาท หรือร้อยละ 0.42 ต่อปี (ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2560)

สลาก
    ภาพจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์

ดังนั้นหากมีเงิน 50,000 บาท นำไปซื้อสลากออมทรัพย์ หน่วยละ 100 บาท จะได้ทั้งสิ้น 500 หน่วย หากฝากครบกำหนด 3 ปีจะได้ดอกเบี้ยหน่วยละ 1.25 บาท หรือเท่ากับ 625 บาท ดังนั้นผลตอบแทนที่จะได้รับหลังฝากครบ 3 ปีจะเท่ากับ 50,000+625 = 50,625 บาท

อย่างไรก็ตาม ผู้ฝากยังมีโอกาสลุ้นรางวัลใหญ่อีก 36 งวด

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดของสลากออมทรัพย์ ทวีสิน ธกส. ได้ที่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

ลงทุนในตราสารหนี้

การลงทุนใน “ตราสารหนี้” เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ไม่มากนัก โดยผู้ซื้อตราสารหนี้จะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และได้เงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดอายุ ตัวอย่างตราสารหนี้ที่หลายคนรู้จัก เช่น พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้เอกชน นอกจากนี้ การลงทุนในตราสารหนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนของเราได้อีกด้วย

ตราสารหนี้ มีหลายประเภทและหลายรูปแบบ เพราะโดยทั่วไปผู้ออกมักจะมีการออกตราสารหนี้ให้สอดคล้องกับความต้องการเงินทุนและความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตของผู้ออก

         ตราสารหนี้แบ่งตามประเภทของผู้ออก

1. ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล

ตราสารหนี้ชนิดนี้ผู้ลงทุนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้รัฐบาลโดยตรง ตราสารหนี้ชนิดนี้ถือว่าไม่มีความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระดอกเบี้ยและเงินต้น ซึ่งตราสารหนี้ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปเรียกว่า พันธบัตรรัฐบาล โดยอาจแบ่งได้เป็นระยะสั้น 1-5 ปี ระยะกลาง 5-10 ปี และระยะยาวตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยในปัจจุบันระยะเวลาสูงสุดที่ออกขายคือ 20 ปี พันธบัตรรัฐบาลมีมูลค่าหน้าตั๋วหรือที่เรียกว่าราคาพาร์  เท่ากับ 1,000 บาทต่อหน่วย โดยทั่วไปมีลักษณะการจ่ายดอกเบี้ยเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed rate) โดยจ่ายปีละ 2 ครั้ง และชำระคืนเงินต้นครั้งเดียว ณ วันไถ่ถอน ปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลมีสัดส่วนมากเป็นอันดับหนึ่งในตลาดตราสารหนี้ ทั้งในด้านมูลค่าคงค้างและปริมาณการซื้อขาย

2. ตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรภาครัฐ เช่น พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พันธบัตรองค์กรของรัฐมีลักษณะเช่นเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล โดยมีมูลค่าต่อหน่วยเท่ากับ 1,000 บาท จ่ายดอกเบี้ยแบบคงที่ ปีละ 2 ครั้ง การชำระคืนเงินต้นเกิดขึ้นครั้งเดียว ณ วันไถ่ถอนเช่นเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล

3. ตราสารหนี้ภาคเอกชน หรือ “หุ้นกู้”

เป็นตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปีที่ออกโดยบริษัทเอกชน เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนและประชาชนทั่วไปเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการการลงทุนในหุ้นกู้นั้น นักลงทุนจะต้องคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระดอกเบี้ยและเงินต้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความมั่นคงและฐานะทางการเงินของบริษัทผู้ออก ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นกู้จะมีความเสี่ยงสูงเสมอไป

โดยประเภทของพันธบัตรที่เป็นที่นิยมของนักลงทุนรายย่อยที่มีวงเงินการลงทุนไม่สูงนัก  ก็คือ “พันธบัตรออมทรัพย์” ซึ่งเป็นชื่อเรียกของพันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาล ออกเสนอขายให้แก่นักลงทุนและประชาชนทั่วไปโดยตรง ซึ่งนักลงทุนสามารถติดต่อจองซื้อได้โดยตรงจากสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดจำหน่ายพันธบัตรในแต่ละงวด โดยได้กำหนดมูลค่าขั้นต่ำที่จะลงทุนได้ไว้เพียง 10,000 บาท และขั้นสูงไม่เกิน 5 แสนบาท เพื่อเปิดโอกาสแก่นักลงทุนรายย่อยเข้าไปลงทุนได้

ทั้งนี้การซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล ยังมีข้อกำหนดและเงื่อนไขอื่น ๆ อีก เช่น ห้ามซื้อขายเปลี่ยนมือนอกกลุ่มนักลงทุนบุคคลธรรมดาภายใน 1 ปีแรก ส่วนเงื่อนไขของการลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ ผู้ลงทุนสามารถศึกษาได้จากหนังสือชี้ชวนการลงทุน

ตัวอย่างเช่น หากซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ครั้งที่ 1 (เปิดรับฝากระหว่างวันที่ 13 ธันวาคม 2559-21 เมษายน 2560) รุ่นอายุ 3 ปี จะได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 2.00 ต่อปี แต่หากเป็นรุ่น 7 ปี จะได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 2.56 ต่อปี โดยจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท (ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย)

ดังนั้นถ้าหากนำเงิน 50,000 บาท ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยมีระยะเวลาในการถือครอง 3 ปี จะได้ดอกเบี้ยทั้งสิ้น 50,000×0.02×3= 3,000 บาท และจะได้ผลตอบแทนเป็นเงินสุทธิเท่ากับ 50,000+3,000=53,000 บาท

อ่าน Fund Fact Sheet อย่างไร เข้าใจกองทุนรวม

ลงทุนในกองทุนรวม

“กองทุนรวม” (Mutual Fund) คือ โครงการลงทุนที่ระดมเงินทุนจากนักลงทุนหลาย ๆ คนมารวมกันให้เป็นเงินลงทุนก้อนใหญ่ แล้วนำไปจดทะเบียนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล จากนั้นก็จะนำเงินที่ระดมทุนได้ไปลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ตามนโยบายการลงทุนที่ได้ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายแก่นักลงทุน

ทั้งนี้ นักลงทุนแต่ละรายจะได้รับ “หน่วยลงทุน” เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันฐานะความเป็นเจ้าของในเงินที่ได้ลงทุนไป โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เป็นผู้จัดตั้งและทำหน้าที่บริหารกองทุนรวมให้ได้ผลตอบแทน แล้วนำมาเฉลี่ยคืนให้กับนักลงทุนแต่ละรายตามสัดส่วนที่ลงทุนไว้ตั้งแต่แรกในกองทุนรวมนั้น กองทุนรวมมีหลายประเภท เช่น กองทุนรวมตราสารทุน กองทุนตราสารหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น

กองทุนรวม เป็นการลงทุนที่เข้าถึงได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่อยากลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แต่ไม่มีเวลาติดตามข่าวสารสถานการณ์ความเป็นไปของเศรษฐกิจโลก หรือว่าไม่ค่อยมีความรู้เรื่องหุ้นและตราสารหนี้ กลัวเล่นหุ้นแล้วจะขาดทุน ไม่มีประสบการณ์ลงทุน ไม่มั่นใจจะลงทุนด้วยตนเอง มีเงินไม่มาก แต่อยากลงทุน การซื้อกองทุนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

อย่างกองทุนรวมตลาดเงิน ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ประมาณ 1% หากเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น ผลตอบแทนจะอยู่ที่ราว ๆ 1-2% หากซื้อกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี จะอยู่ที่ราว ๆ 3-5% หรือถ้าเพิ่มความเสี่ยงหน่อย ลงทุนในกองทุนรวมตราสารทุน ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้น ก็มีสิทธิ์ได้รับผลตอบแทนสูงถึง 10% หรือมากกว่านั้น แต่ก็มีสิทธิ์ที่จะติดลบถึง 10% ได้เช่นกันขึ้นอยู่กับสถานการณ์การลงทุนในแต่ละปี (ข้อมูลจาก wealthmagik.com)

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุนรวมสามารถเปิดบัญชีเพื่อซื้อกองทุนโดยใช้เงินทุนขั้นต่ำเพียง 500 บาทเท่านั้น (สำหรับบางธนาคาร) ขณะที่บางธนาคารอาจกำหนดวงเงินขั้นต่ำในการลงทุนที่ 1,000 บาท 2,000 บาท หรือ 5,000 บาท ซึ่งนับว่าเป็นการลงทุนที่ใช้เงินทุนน้อยแต่ได้ผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจทีเดียว

ก่อนการลงทุนทุกครั้ง ผู้ลงทุนควรศึกษานโยบายของกองทุนจากหนังสือชี้ชวนเสนอขายเสียก่อน เพื่อพิจารณาว่ากองทุนไหนเหมาะสมกับตัวเรามากที่สุดและเรารับความเสี่ยงได้ในระดับไหน ทั้งนี้ผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุนรวมสามารถศึกษารายละเอียดประเภทของกองทุนและกฎเกณฑ์วิธีการต่าง ๆ ของกองทุนรวมได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)

– เริ่มต้นลงทุนกองทุนรวมอย่างมั่นใจ มือใหม่ก็ทำได้
– กองทุนรวม กับข้อมูลเบื้องต้นชวนรู้สำหรับผู้ที่สนใจลงทุน
– ความเสี่ยงที่ต้องระวัง ก่อนควักตังค์ลงทุนกองทุนรวม

ลงทุนในหุ้น

หุ้นเป็นหลักทรัพย์ประเภทหนึ่งที่เมื่อเราลงทุนในหุ้นของบริษัทใด เราก็จะมีสถานะเป็น “เจ้าของ” ของบริษัทนั้น ซึ่งมีทั้งโอกาสได้รับกำไรหากกิจการของบริษัทดำเนินไปได้ดี และก็มีโอกาสขาดทุนได้เช่นกันหากการดำเนินกิจการมีปัญหา ถึงแม้ว่าการลงทุนในหุ้น จะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ แต่การลงทุนในหุ้นก็เป็นทางเลือกที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง โดยผลตอบแทนเฉลี่ย 1 ปีอยู่ที่ 12% แต่ก็มีโอกาสที่จะติดลบได้มากกว่า 12% เช่นกัน

อย่างไรก็ดี หุ้นบางตัวอาจให้ปันผลแก่ผู้ถือหุ้นด้วย ตั้งแต่ 0.01-10% ของราคาหุ้น (ข้อมูลจาก siamchart.com) ดังนั้นหากใครอยากลงทุนในหุ้นก็จะต้องหมั่นติดตามข่าวสารที่เกี่่ยวกับหุ้น สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและวิธีการรับมือกับความเสี่ยง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นมีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น กำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ (capital gain) เงินปันผล (dividend) สิทธิในการจองซื้อหุ้นออกใหม่ (rights offering) โดยหลักการแล้ว นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นตราบใดที่บริษัทมีผลประกอบการที่ดี และหุ้นมีราคาเพิ่มขึ้น

การลงทุนในหุ้นควรเป็นเงินเย็นจะดีกว่า กล่าวคือไม่ควรกู้เงินมาลงทุนในหุ้น เพราะอาจไม่คุ้ม เนื่องจากการลงทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงสูง แต่ใช่ว่ามนุษย์เงินเดือนจะไม่สามารถเล่นหุ้นได้ เพราะเพียงแค่คุณมีวินัยการคลังก็สามารถเล่นหุ้นได้ โดยใช้วิธี DCA หรือ การซื้อหุ้นเฉลี่ยเท่ากันทุก ๆ เดือน

เช่น อาจจะตั้งเป้าหมายในใจว่าจะต้องออมหุ้นให้ได้เดือนละ 1,000 บาท ลักษณะจะคล้าย ๆ การฝากเงินกับธนาคาร แต่การออมหุ้นจะได้ผลตอบแทนดีกว่า หรือในหุ้นบางตัวอาจมีปันผลด้วย เพียงเราหมั่นศึกษาพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวว่ามีพื้นฐานบริษัทดีไหม แนวโน้มราคาหุ้น อัตราดอกเบี้ย เพียงเท่านี้ก็ทำให้เงินเรางอกเงยมากยิ่งขึ้น หรือถ้าช่วงไหนราคาหุ้นตก ก็อย่าเพิ่งเครียดหรือกังวลไป เพราะเราเน้นถือระยะยาวไม่ได้ประเดี๋ยวประด๋าวก็ขาย ดังนั้นจึงอยากให้คิดในแง่บวกว่านี่คือโอกาสทองที่จะทำให้เราได้ซื้อหุ้นตัวนั้นเพิ่มในราคาที่ถูกลงซึ่งเราก็จะได้หุ้นในจำนวนที่มากขึ้น

นี่คือระดับความเสี่ยงในการลงทุนประเภทต่าง ๆ

มีเงิน 50,000 ลงทุนอะไรดี ให้เป็นเศรษฐีในวันข้างหน้า
ภาพจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์


หากสนใจลงทุนในหุ้น มาลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมกันก่อน

          – วิธีเล่นหุ้นด้วยตัวเอง มือใหม่หัดเล่นหุ้นต้องรู้เลย
– เล่นหุ้นเอง VS ซื้อกองทุนรวมหุ้น ชี้ชัด ๆ ทางเลือกไหนใช่สำหรับคุณ

ลงทุนในธุรกิจออนไลน์

ในปัจจุบัน ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนสมัยนี้เข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ง่ายและรวดเร็ว อีกทั้งจำนวนของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตก็สูงกว่าเมื่อ 10-20 ปีก่อนมาก จากการที่เล่นอินเทอร์เน็ตเพื่อความบังเทิงเพียงอย่างเดียว ยุคสมัยเปลี่ยน พฤติกรรมการเล่นอินเทอร์เน็ตของคนเราก็เปลี่ยนจากแค่เข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ก็กลายเป็นเพื่อติดตามข้อมูลมาเป็นการทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ผ่านโลกออนไลน์กันมากขึ้น ไม่ว่าจะใน Facebook, Instagram, Alibaba, Amazon, Ebay, และเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าอื่น ๆ ก็กำลังผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ดังนั้นการลงทุนทำธุรกิจออนไลน์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะใช้ต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจไม่สูงนัก

 การลงทุนในธุรกิจออนไลน์ก็เหมือนการทำธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริง ได้กำไรจริง ขาดทุนจริง ล้มจริง เจ็บจริง และเจ๊งได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำธุรกิจออนไลน์แล้วจะประสบความสำเร็จ ผู้ที่สนใจจะลงทุนในธุรกิจประเภทนี้มีข้อได้เปรียบก็คือไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องไปจ้างพรีเซ็นเตอร์ ไม่ต้องไปจ้างเอเจนซี่โฆษณา ทั้งหมดที่กล่าวมาเราสามารถทำเองได้เลยเพียงแค่มีสินค้า มีกลยุทธ์การตลาดที่ดี และมีอินเทอร์เน็ต !

ปัจจุบันร้านค้าออนไลน์มีเยอะมาก ย้ำว่า มาก ! ดังนั้นคนที่จะอยู่ยั้งยืนยงในสมรภูมิแห่งนี้วัดกันที่ใครทำการตลาดได้ดีกว่ากันและทำให้คนรู้จักได้มากกว่ากัน ซึ่งต้องทำให้ลูกค้านึกถึงเราเสมอเมื่อนึกถึงสินค้าชนิดนั้น ๆ ดังนั้นร้านค้าออนไลน์จึงเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เช่น การขายเสื้อผ้าออนไลน์ การขายเครื่องประดับออนไลน์ การขายอาหารทะเลสดออนไลน์ เป็นต้น

– 14 เส้นทางสู่การมีรายได้จาก Youtube ทำเงินจากโลกออนไลน์
– 3 คำถามฮิต เมื่อคิดเปิดร้านค้าขายของออนไลน์
– รวมสุดยอดออนไลน์จ๊อบที่ไม่ต้องมีทุน ไม่ต้องใช้แรง แถมง่ายด้วยนะ

ลงทุนในทองคำ

การลงทุนในทองคำมีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร โดยผู้ลงทุนจะไปซื้อทองคำในรูปของทองคำรูปพรรณ หรือทองคำแท่ง มาเก็บไว้เพื่อให้ได้ผลตอบแทนเป็นส่วนต่างของราคาทอง แต่การลงทุนในทองคำมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะราคาทองคำมีการผันผวนอยู่แทบจะตลอดเวลา ดังนั้นใครที่คิดจะลงทุนในทองคำควรจะเก็บไว้เป็นเงินเย็นคือซื้อเก็บไว้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี เพราะถ้าจะเน้นขายเพื่อทำกำไรระยะสั้นก็ไม่แนะนำครับ เนื่องจากจะได้ผลตอบแทนน้อย หรืออาจะเลือกลงทุนแบบโปรแกรมออมทองที่ใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่ได้ทองคำสะสมไปเรื่อย ๆ ก็ได้เช่นกัน

– มีเงินแค่หลักพันก็ซื้อทองคำได้ ไม่ต้องใช้เงินก้อนโต

มีเงิน 50,000 ลงทุนอะไรดี ให้เป็นเศรษฐีในวันข้างหน้า
ภาพจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เป็นยังไงกันบ้างครับกับหลากหลายวิธีการในการทำให้เงิน 50,000 ในกระเป๋าสามารถงอกเงยกลายเป็นเงินแสนเงินล้านได้ หวังว่าแนวทางที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากจะเป็นไกด์ไลน์ให้กับผู้ที่สนใจลงทุนได้ไม่มากก็น้อยนะครับ ไว้มีอะไรดี ๆ กระปุกดอทคอมจะนำมาฝาก อย่าลืมติดตามกันล่ะ

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึงคนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้การเล่นหุ้น ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

อยากลงทุน แต่งบน้อย มีทางเลือกอะไรบ้าง

การฝากเงินในธนาคาร แน่นอนว่าปลอดภัยกว่าการเก็บไว้ที่บ้านเป็นไหนๆ แถมยังได้ดอกเบี้ยเงินฝากเข้ากระเป๋าอีกด้วย แต่บางที หลายคนก็คงไม่รู้ว่า มันมีเจ้าอัตราเงินเฟ้อนี่แหละ ที่บางทีเมื่อเวลาผ่านไป มันทำให้ค่าเงินของเราที่ฝากในธนาคาร ลดลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น บางทีถ้าเราเอาเงินไปลงทุนให้มันงอกเงย แทนที่จะฝากธนาคารอย่างเดียว ก็จะทำให้ค่าเงินของเรา ไม่โดนลดค่าจากอัตราเงินเฟ้อ แถมเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงินของเรามากขึ้นไปอีกด้วย แต่ปัญหามักจะติดอยู่ว่า เรามักจะมีงบน้อย ที่ถ้านำไปลงทุน ก็ได้ไม่คุ้ม หรือเต็มที่อย่างที่เราหวังไว้ ซึ่งวันนี้เราจะมาดูกันว่าจะมีทางเลือกอะไรให้เราบ้างถ้าเรา อยากลงทุน แต่เรางบน้อย

เล่นหุ้นใครว่าใช้เงินเยอะ

หลายๆ คนมักบอกว่า เล่นหุ้นต้องใช้เงินมากมาย แต่จริงๆ ไม่ใช่ ปัจจุบันมีบริษัทกว่า 500 บริษัทในประเทศไทย ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และมีหลายบริษัทมาก ที่ราคาหุ้นต่อตัว ต่ำกว่า 50 บาท ซึ่งหากคุณคิดจะลองๆ ซื้อซัก 1,000 หุ้น ก็ใช้เงินเพียง 50,000 บาทเท่านั้น ส่วนวิธีก็ง่ายๆ คุณเพียงเปิดพอร์ทกับโบรกเกอร์ที่ลงทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งโบรกเกอร์ ก็เปรียบเสมือนตัวกลางซื้อขายหุ้นให้กับคุณ และมีรายได้จากการกินค่าคอมมิชั่นนั่นเอง หลักการสร้างเงินของคุณก็ง่ายนิดเดียว คือ คุณซื้อในราคาที่คุณพอใจและคิดว่าถูก เมื่อหุ้นตัวนั้นขึ้น คุณก็สามารถขายได้กำไร หรือหากคุณต้องการถือยาวๆ เป็นห้าปี สิบปี และขายทีเดียวตอนก้อนใหญ่ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

เรื่องน่ารู้: มหาเศรษฐีเล่นหุ้น ที่เริ่มเล่นตั้งแต่เด็ก มีใครกันบ้าง

วอเร็น บัฟเฟ็ต

เขาเริ่มเล่นหุ้นตั้งแต่อายุ 11 ขวบ โดยเริ่มซื้อหุ้น 3 หุ้น ของ Cities Service Preferred

เรย์ ดาลิโอ

เขาเริ่ิมเล่นหุ้นตั้งแต่อายุ 12 โดยเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกของ Northeast Airlines

พีเตอร์ ลินช์

ลงทุนครั้งแรกด้วยเงิน 30,000 บาท กับหุ้นของ Flying Tiger ตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย

ลงทุนในกองทุนรวมในประเทศ

หากคุณยังคงกลัวความเสี่ยงจากการเล่นหุ้นอยู่บ้าง ลองมาดูการลงทุนในกองทุนรวมดูสิ ที่ความเสี่ยงน้อยกว่าพอสมควร เพราะมันเหมือนกับการที่คุณเอาเงินของคุณไปให้คนที่ชำนาญ ซึ่งส่วนมากคือบรรดาธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศ เป็นผู้ไปลงทุนในหุ้นของบริษัทต่างๆ แทนคุณ ซึ่งมีราคาหน่วยลงทุนตั้งแต่ไม่ถึงสิบบาท ซึ่งคนที่ยังงบน้อย หรืออยากทะยอยซื้อเท่ากันทุกๆ เดือนก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม เหมือนที่เราได้ยินบ่อยๆ ว่า การลงทุนคือความเสี่ยง เพราะฉะนั้น ต้องหาความรู้ให้มาก อ่านให้มาก และตรวจสอบว่าตัวเองเหมาะกับการลงทุนแบบไหน ถ้าเป็นคนวิตกกังวลมาก กลัวความเสี่ยง การเล่นหุ้นที่มักผันผวนตามราคาตลาด และความมั่นคง หรือความวุ่นวายทางการเมือง ก็อาจจะไม่เหมาะกับคุณซักเท่าไหร่ การเล่นในกองทุนรวมจึงน่าจะเหมาะกว่า อย่างไรเสีย ทั้งคู่ก็น่าจะดีกว่าการฝากเงินในธนาคารอย่างเดียว เพราะอัตราเงินเฟ้อที่ขึ้นทุกๆ ปีนั่นเอง

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึงคนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้การเล่นหุ้น ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

Exness โบรกเกอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในไทย

ทำไม่ต้อง Forex ทำไมไม่เป็น หุ้น

คำถามนี้เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย
ก่อนที่ผมจะรู้จัก Forex ผมสนใจ หุ้นก่อน โดยการถาม พี่ที่ office
ว่าเขาเล่นกันยังไง พี่ๆ เค้าก็อธิบาย ให้ฟังอย่างดี แต่ตอนท้าย พี่เค้าบอกว่า
เงินที่จะเอามาลงทุนต้องเป็นเงินเย็นนะ เงินเย็น
คือเงินเก็บที่ไม่ได้เอามาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ผมถามว่ามี 5000 เล่นได้ไหม พี่เค้าบอกว่า เอาไว้ซื้อข้าวกินเถอะจะเล่นทำไง ซึ่งวิธีการมันช่างวุ่นวายซะเหลือเกิน ทำให้ผมเลิกสนใจไประยะนึง
และแล้วผมมาได้รู้จัก พี่อีกคนโดยบังเอิญ ทำให้ผมรู้จัก Forex
สิ่งที่ผมคิดว่า Forex คือคำตอบของผมเพราะ ผมทุนไม่เยอะ ผมยอมรับความเสี่ยงได้ ตามกำลังของผม

ผมเพิ่งเริ่มสนใจลงทุน ผมยอมรับได้ กับความผิดพลาดที่เกิดจากการตัดสินใจผมเองตามทุนที่มีอยู่ไม่มากนัก

Forex ไม่จำเป็นต้องไปที่ธนาคาร เพื่อสมัคร หรือเปิดบัญชี รอการอนุมัติ มันสร้างรายได้ให้ผมได้จริง หลังจากที่ผมเปิดบัญชีกับ Exness ซึ่งเป็น Broker Forex ที่พี่ใน Office แนะนำ

ผมฝากเงินเข้าไป 500 บาท ได้เป็นเงิน USD 16$ ผมได้ลองเทรด 0.01 มีทั้ง ได้และเสีย เทรดได้ประมาณ 1 อาทิตย์ ก็เกิดความเสียหาย เงินหมด สาเหตุจากความโลภของตัวเอง ไม่โทษใคร

หลังจากผมได้ลองแล้ว ผมก็มาศึกษา วิธีการเทรดอย่างจริงจัง และ ฝากเงินเข้าไปใหม่ ด้วยเงิน 5000 บาท หลังจากนั้นมา ผมฝึกฝนจนอยู่ในตลาดได้มาถึงทุกวันนี้ เงินที่ได้จากการเทรดในตอนนั้น เป็นรายได้เสริมได้ดีเลยทีเดียว  สิ่งเหล่านี้ คนส่วนใหญ่มักจะไม่พูด เพราะ มันมีความเสี่ยง พอเสียเงินมา เขาก็จะมาด่าคนทีพูด แต่ผมเสี่ยงที่จะพูด เพราะไม่แน่ สิ่งที่พูดอาจเปิดโอกาสให้คนอื่นรวยขึ้นได้เช่นกัน

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึงคนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาทอยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวยการเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิดเล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

5 หนังสือหุ้นที่น่าอ่าน ประจำปี 2017

“หนังสือหุ้น” กลายมาเป็นเพื่อนคู่คิดไว้ให้เราศึกษาในช่วงที่เราเป็นมือใหม่ และในหนังสือหุ้นนั้นก็มักจะให้ความรู้และแนวคิดที่ถูกต้องที่จะเอาชนะตลาดหุ้นในระยะยาว

“หนังสือหุ้น” ถือเป็นแหล่งความรู้ที่นักลงทุนส่วนใหญ่นิยมและคลาสสิกที่สุดแล้วล่ะ เพราะการอ่านสามารถอ่านได้ทุกที่ ทุกเวลาที่เราอยากจะทำ ไม่ต้องอาศัยปัจจัยอะไรเยอะแค่ตัวเราเองเท่านั้น วันนี้เรามาดู 5 “หนังสือหุ้น” ที่น่าอ่าน ประจำปี 2017 กันดีกว่าเอาแบบสำหรับมือใหม่เริ่มเล่นกันเลยทีเดียว

1. เพาะหุ้นเป็นเห็นผลยั่งยืน โดย คุณกวี ชูกิจเกษม

5 หนังสือหุ้นที่น่าอ่าน ประจำปี 2017

พี่ทุยว่าเป็นสไตล์การลงทุนแบบ VI ที่สอนให้เราแบบเข้าใจง่ายเล่มนึงทีเดียว พร้อมแนวคิดที่ดี ภาษาที่ใช้เข้าใจง่ายดีเหมือนกัน พี่ทุยว่าเล่มเหมาะแก่การเริ่มเต้นดูหุ้นช่วงแรกๆเลย

2. ตีแตก โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

5 หนังสือหุ้นที่น่าอ่าน ประจำปี 2017

แค่ชื่อพี่ทุยว่าหลายๆคนก็รู้จักอยู่แล้วล่ะ จริงๆหนังสือของดร. นิเวศน์หลายๆเล่มก็ทำออกมาดีนะ แต่เล่มนี้พี่ทุยชอบก็คือดร. เค้าจะพูดถึงว่าก่อนกระโดดเข้าไปในตลาดหุ้นต้องศึกษาอะไรบ้าง แล้วเวลาที่เกิดวิกฤติมันมีโอกาสอะไรบ้าง หนังสือเก่าหน่อยแต่พี่ทุยว่าแนวคิดต่างๆยังใช้ได้ดีนะ

3. วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง โดย คุณนรินทร์ (สถมาอี๊)

5 หนังสือหุ้นที่น่าอ่าน ประจำปี 2017เล่มนี้เพื่อนพี่ทุยแนะนำมา ตอนแรกหน้าปกดูไม่น่าเป็นหนังสือหุ้นเท่าไหร่ แต่ก็วิธีการค่อนข้างครบตามที่เค้าว่ากันจริงๆ พี่ทุยแนะนำว่าควรอ่านเหมือนกัน อย่างว่าหนังสือหุ้นดีๆภาษาไทยหาค่อนข้างยาก เล่มนี้เป็นหนังสือหุ้นที่ดีที่เป็นภาษาไทยและไม่ได้แปลจากที่ไหน โดยเฉพาะวิธี DCF (Discount Cash Flow) ที่ใช้กับตลาดหุ้นไทยโดยเฉพาะ แต่สำหรับพี่ทุยคิดว่าบางจุดยังอธิบายไม่ค่อยเคลียร์สำหรับมือใหม่ แต่สงสัยตรงไหนก็ลองหาความรู้กันเพิ่มได้ไม่มีปัญหาอะไร

4. เหนือกว่าวอลสตรีท (One up on Wall street) โดย Peter Lynch & John Rothchild

แค่ชื่อผู้เขียนก็ต้องอ่านแล้วล่ะ สำหรับภาษาไทยผู้แปลก็คือ ดร.นิเวศน์ของเราเนี้ยแหละ เล่มนี้ตอนแรกๆพี่ทุยอ่านแล้วบอกได้เลยว่างง แต่ถ้าผ่านไปสักพักกลับมาจับใหม่อีกก็ได้แง่มุมใหม่ๆเสมอ แต่ข้อเสียเล่มนี้ก็คือหนังสือแปล บางทีมันไม่ได้อารมณ์เท่าไหร่ แต่เนื้อหาพี่ทุยว่าดีเลยล่ะ เพราะถ้าให้พี่ทุยไปอ่านภาษาอังกฤษน่าจะใช้เวลานานกว่าไทยอยู่เยอะ (ฮ่า)

5. ศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์ Buffetology โดย Mary Buffet & David Clark

5 หนังสือหุ้นที่น่าอ่าน ประจำปี 2017

พี่ทุยว่าถ้าใครลงทุนมาสักพักอ่านเล่มนี้ก็น่าจะเป็นขั้นต่อของการวิเคราะห์หุ้นโดยใช้หลัก DCF (Discount Cash Flow) เช่นกัน รวมไปถึงแนวคิดการมองหุ้นระยะยาว อาจจะเข้าใจแนวคิดในการเลือกหุ้นของปู่วอร์เรนขึ้นอีกนิด

สมัยนี้นอกจากหนังสือต้องยอมรับว่าโลกอินเตอร์เน็ตทำให้เราเข้าถึงข้อมูลดีดีได้เสมอ ได้ชื่อว่าการลงทุนไม่มีผิดหรือถูกไม่ว่าเราจะลงทุนในกองทุนรวมหรือหุ้นก็ตาม พี่ทุยย้ำเสมอว่าถ้ากำไรแปลว่าเรามาทุกทางแล้วล่ะ แต่กำไรต้องมาอย่างสมเหตุสมผลไม่ใช้เพราะความฟลุ๊ค เพราะหากขึ้นชื่อว่าตลาดหุ้นแล้ว ผลงานการลงทุนของเราจำเป็นต้องดูกันที่ระยะยาวนั่นเอง

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

คนจนเล่นหุ้นก็เป็น

เล่นหุ้น เป็นแดนสนธยาสำหรับคนจนส่วนหนึ่ง สำหรับประสบการณ์ผมเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ที่ทำงานให้ลงทุนในหุ้นบ้าง และได้รับคำแนะนำให้ศึกษาแนวทาง VI (Value invester) โดยผมได้ศึกษาอยู่ประมาณ 1 ปีได้

สาเหตุที่ช้าเนื่องจาก ไม่มีเงิน หลังจากนั้นเมื่อปี 2553 ผมตัดสินใจเริ่มลงทุนในหุ้นด้วยเงินประมาณ 1,000 บาทเพราะยังไม่มีเงินอีกนั่นแหละครับ ผ่านไปได้ 6 เดือน ผมพึ่งมารู้ว่าพ่อของผมเองมีเงินเก็บอยู่ 1แสนบาท

ผมจึงขอยืมพ่อมาลงทุนและสัญญาว่าจะคืนให้ภายใน 1 ปีพร้อมกับดอกเบี้ย(ค่ายืม)อีก 1หมื่น ซึ่งภายในอีก 6 เดือน ผมก็สามารถทำกำไรได้ถึง 120% และได้คืนเงินพ่อไปพร้อมดอกตามที่สัญญา

แต่จากความรู้ที่ได้ศึกษา ที่ผมได้เงินเยอะเนื่องจากตลาดเพิ่งฟื้นจากขาลง ครับซึ่งความพอใจของผมคือต้องการประมาณ 10% ต่อปีเท่านั้น

เพราะเป็นการลงทุนที่ผมมั่นใจว่าสามารถทำได้ที่ความเสี่ยงแทบจะต่ำมาก ดังนั้นการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงแต่สามารถทำได้ จึงเป็นอีกลู่ทางนึงที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจแล้วลงมือทำได้ไม่ยากจนเกินไป

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

“อย่าบอกว่าไม่มีเงินลงทุน ถ้ามีเงินเปิดเหล้าขวดละหลายพัน”

ประโยคนี้จี๊ดใจเป็นที่สุดๆ เป็นคำกล่าวจาก “พี่ยุ้ย” ที่ปรึกษาการเงิน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร่ เวลาได้คุยกับเธอเรื่องจัดการการเงินแล้วสนุกมาก ทำให้เราได้เคล็ดลับการลงทุนแบบแซ่บเวอร์มาฝากกัน

“การลงทุนของแต่ละคนเหมือน…

แต่ละคนก็มีเป้าหมายไม่เหมือนกัน คนนี้เสี่ยงได้มาก อีกคนยอมรับความเสี่ยงไม่ได้เล

 

woman crushed under oversized credit card

ถ้ามีหนี้อยู่ อย่าเพิ่งคิดลงทุน

“หนี้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงๆ อย่างบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ให้เอาเงินไปจ่ายหนี้ก่อน เพราะถ้าคุณเอาเงินมาลงทุน ต้นทุนคุณจะสูงมากจะมีการลงทุนอะไรที่ให้ผลตอบแทนได้ 20% เท่ากับดอกเบี้ยบัตรเครดิตล่ะ ส่วนถ้าเป็นหนี้กู้บ้าน ถ้าดอกเบี้ยสูงมาก 5-6% ก็จะแนะนำว่าให้รีไฟแนนซ์ เพราะเราสามารถหาดอกเบี้ยให้ต่ำกว่านี้ได้ แล้วค่อยมาลงทุน”

 

1960s HAPPY COUPLE MAN...

เห็นเพื่อนเล่นหุ้นได้กำไร อยากเล่นบ้าง แต่รับความเสี่ยงไม่ได้เลย อย่าเล่น!

“ต้องเข้าใจก่อนว่าการลงทุนมีความเสี่ยงไม่ได้มีแต่ได้อย่างเดียว ทำใจได้มั้ยถ้าขาดทุน 10% ขึ้นไป ถ้าไม่ได้ ก็จะบอกเลยว่า มันเป็นไปไม่ได้ อย่าลงทุนเลย”

 

อย่าคิดเอามาลงทุนในหุ้น ถ้ารอไม่ได้ถึงหนึ่งปี

“มีเงินก้อนหนึ่งจะใช้อีก 6 เดือนข้างหน้า เห็นหุ้นขึ้นดี อยากเอามาลงทุนในหุ้นก่อน บอกเลยว่า อย่าทำเพราะคุณจะไม่ได้กำไรหรอก อีกหกเดือนข้างหน้าเราคาดเดาไม่ได้เลยว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะลง คนที่จะเล่นหุ้นนั้นต้องทำใจมาด้วยว่าคุณมีความเสี่ยง และเงินที่จะเอามาลงทุนนั้น อย่างน้อยๆต้องเป็นเงินที่อยู่ได้ 1 ปี ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนระยะสั้นด้วยซ้ำ”

 

เล่นหุ้น “ได้กำไรเดี๋ยวนี้ ไม่มี” จังหวะที่ดีที่สุด คือเก็บไว้ 3 ปีขึ้นไป

“ให้ดีลกับหุ้นเหมือน LTF ไม่ค่อยมีใครขาดทุนใน LTF นะ เพราะเราไม่ได้ซื้อแล้วขายตลอดเวลา แต่พอเป็นหุ้นเราจะทนไม่ค่อยได้ และมักจะขายตอนหุ้นตกเพราะคิดว่าเก็บต่อไปไม่ได้แล้ว และก็จะซื้อใหม่ตอนราคาแพง เพราะกลัวว่าจะพลาดไม่ได้กำไร และถ้าเราซื้อๆขายๆ คนที่รวยคือโบรกเกอร์ ไม่ใช่เรา”

Young woman with calendar

มีวินัย และอดทน คือ คาถาทำกำไร

“ไม่ว่าจะออมเงินหรือลงทุน สองคำนี้สำคัญมาก”

 

ไม่ได้รวยนี่ ก็เลยไม่มีเงินลงทุน

“ถ้าไม่ลงทุนก็ไม่มีวันรวย คนเราชอบบอกว่าไม่มีเงินเก็บ ไม่มีเงินลงทุน ซึ่งตอนนี้เริ่มต้นแค่ 500 บาท แต่มีเงินกินเหล้าขวดละสองพันบาทได้ ถ้าเอาเงินตรงนั้นมาลงทุน หรือมาออมได้ ก็รวยแล้วค่ะ”

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images