PTT หุ้นอันดับ 1 ที่น่าผิดหวัง ?

ความรู้สึกของคนไทย ที่มีต่อ “ตลาดหุ้น” ช่างคละเคล้าไปด้วยอารมณ์กล้า ๆ กลัว ๆ

เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ !

  • ความกล้า เกิดขึ้นมาเพราะคนยุคนี้เริ่มฉลาดขึ้น พวกเขารู้แล้วว่า ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าดอกเบี้ยธนาคาร ที่สำคัญ ตลาดหุ้น ยังเป็นช่องทางเลือกในการสร้างรายได้ ให้กับคนที่ไม่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่พนักงานประจำ ฟรีแลนซ์ และแม้กระทั่ง ผู้เกษียณอายุ

 

  • ความกลัว เกิดขึ้นเพราะตลาดหุ้นมีความผันผวนมาก คนที่ขาดความเข้าใจจึงหวั่นเกรงว่า เงินเก็บที่หามาได้ทั้งชีวิต จะถูกทำลายย่อยยับไป จึงทำให้พวกเขารีรอที่จะเข้าสู่ตลาดหุ้น

 

บทความชิ้นนี้จึงถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือให้คนธรรมดาทั่วไป สามารถมองเห็น “เหตุผล” ที่ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความผันผวนได้ เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว พวกเราก็ย่อมสามารถเข้าสู่ตลาดหุ้นได้อย่างมั่นใจ และมีความสุขกับผลตอบแทนทางการเงินที่เพิ่มพูนขึ้น

 

credit by fxpips.com

credit Image by fxpips.com

 

เรามาเริ่มกันด้วยการวิเคราะห์หุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีชื่อย่อในตลาดหุ้นว่า PTT เพราะหุ้นตัวนี้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความผันผวนของราคาหุ้น จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นกรณีศึกษาในการเข้าใจความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของตลาดหุ้นได้

 

ประการแรก

เรามักถูกทำให้เชื่อว่า ราคาแรกเข้าตลาด (IPO) ของหุ้น PTT ที่ราคา 35 บาทนั้น มีราคาต่ำเกินจริง แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ก็คือ หลังจากที่หุ้นตัวนี้เข้ามาซื้อขายที่ตลาดหลักทรัพย์ ในเวลา 4-5 เดือนแรก เรายังสามารถซื้อหุ้นตัวนี้ได้ที่ราคาระหว่าง 31-34 บาท

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ชี้ให้เห็นบทเรียนในตลาดหุ้นว่า คนธรรมดาทั่วไป ก็สามารถเข้าซื้อหุ้นดี ๆ ในราคาถูกได้ แต่ที่น่าเศร้าก็คือ จะมีรายย่อยสักกี่คนที่มีความอดทนในการถือหุ้นตัวนี้จนกระทั่งมันขึ้นไปที่ราคา 190 บาท เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 หรือภายหลังจากที่หุ้น PTT ได้เข้าสู่ตลาดไปแล้ว 2 ปีกว่า

สรุป ก็คือ แม้แต่หุ้นที่คนเชื่อว่าดี และมีราคาถูกเกินจริง ก็ยังต้องใช้เวลาในการสะสมตัวเอง ก่อนที่จะพุ่งทะยานขึ้นไป

แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น เราจะเห็นว่า ในช่วง 2 ปีแรก ที่คนส่วนใหญ่มองว่าหุ้น PTT มีราคาต่ำกว่าความเป็นจริงนั้น ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าไปเก็บหุ้นตัวนี้กัน ซึ่งหากนักลงทุนรายใหญ่ซึ่งมีเงินมาก และสามารถทำให้ราคาซื้อขายสูงขึ้นไปได้ ตัดสินใจลากหุ้นตัวนี้ขึ้นไปที่ราคา 190 บาท ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่หุ้น PTT เข้าซื้อขาย ก็ย่อมทำให้นักลงทุนรายย่อยได้กำไรกันมากมาย ในขณะที่ตนเองไม่ได้อะไรมากนัก เพราะหุ้นจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในมือรายย่อย

ดังนั้น ทางเลือกที่ฉลาดกว่า คือ นักลงทุนรายใหญ่ควรจะปล่อยให้ราคานิ่งอยู่ตรงนี้นาน ๆ ทำให้รายย่อยเริ่มหมดความอดทนที่จะถือหุ้น เพราะรู้สึกว่าหุ้นนี้อาจไม่ดีอย่างที่คิด

เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 ปี จนกระทั่งนักลงทุนรายย่อยเลิกสนใจหุ้น PTT ในขณะที่นักลงทุนรายใหญ่สามารถกว้านซื้อหุ้นตัวนี้ได้มากพอ ก็ย่อมถึงเวลาที่หุ้นตัวนี้จะขึ้นไปที่ราคา 190 บาทแล้ว

 

ประการที่สอง

ในปลายปี 2550 เมื่อราคาน้ำมันกำลังจะพุ่งทะลุไปที่ 100 เหรียญ/บาร์เรล เราก็ถูกทำให้เชื่อกันว่า หุ้น PTT ที่ราคา 400 บาทนั้น สมเหตุสมผล และอาจจะขึ้นไปถึง 500 บาทแต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงดวงดาว โดยยังเคยตกลงไปถึงที่ราคาประมาณ 140 บาท และเมื่อผ่านมา 7 ปีกว่าแล้ว ราคาหุ้น PTT ก็ยังฟื้นตัวมาได้ที่ประมาณ 350 บาทเท่านั้น

นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ “เมื่อคนส่วนใหญ่เชื่อว่าหุ้น PTT น่าสนใจเข้าซื้อ ราคาหุ้น PTT ก็จะถล่มลงมา”

แน่นอนว่า  ผลประกอบการของ PTT ในช่วงที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นขนาดนี้ ย่อมออกมาดีอย่างแน่นอน แต่ทว่า ราคาหุ้น PTT ที่ราคา 400 บาทได้สะท้อนความดีนั้นไปหมดแล้ว

พูดง่าย ๆ ก็คือ ราคา PTT มีราคาสูงเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง

นักลงทุนที่เผลอใจเข้าไปซื้อหุ้น PTT ในช่วงนี้ ส่วนใหญ่แล้วก็ต้องเจ็าบตัวกลับไป

 

credit by business2community.com

credit Image by business2community.com

ประการที่สาม

ในปี 2558 ที่ราคาน้ำมันลดต่ำลงในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ผลประกอบการของ PTT ย่ำแย่ลงนั้น ราคาหุ้นของ PTT ก็ยังสามารถเลี้ยงตัวอยู่ได้ที่ 300-320 บาท และสามารถดีดกลับไปได้ที่ราคา 360-380 บาท ซึ่งหากนักลงทุนกล้าเข้าไปซื้อไว้ ก็จะได้กำไรประมาณ 10-20 % โดยใช้เวลาไม่ถึง 6 เดือนเลย

แน่นอนว่า ไม่ใช่หุ้นทุกตัวที่มีผลประกอบการไม่ดีแล้ว ราคาหุ้นจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้แบบ PTT

แต่กรณีของ PTT เป็นสิ่งที่น่าศึกษา เพราะทุกคนรู้ว่า PTT เป็นบริษัทที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยมีการกระจายความเสี่ยงของบริษัทเป็นอย่างดี ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันมากเกินไป อีกทั้งยังมีการรุกเข้าไปในธุรกิจค้าปลีกในนามของบริษัทกาแฟ Amazon ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

หากทว่า ราคาหุ้นของ PTT ก็ยังคงผันผวน และส่วนใหญ่มักจะตรงข้ามกับความรู้สึกของนักลงทุนรายย่อยในช่วงเวลานั้น

 

นักลงทุนหน้าใหม่ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น จึงต้องเข้าใจ “สัจธรรม” หรือ “มายา” ในตลาดหุ้นตรงนี้ให้ดี ก่อนที่จะเข้าสู่สนามการลงทุนที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสุดหฤโหด

ที่สำคัญ นักลงทุนจะต้องไม่คิดเอาเองว่า ตลาดหุ้นนั้นง่าย เพียงแค่ทำตรงข้ามกับความเห็นส่วนใหญ่ เราก็จะสามารถได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ

เพราะหลายครั้งที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าคนส่วนใหญ่กำลังซื้อหรือขายหุ้นตัวไหน

ตัวอย่างที่ชัดเจน ก็คือ กรณีของหุ้น PTT ก่อนที่จะวิ่งขึ้นไปที่ 190 บาทนั้น ก็ต้องผ่านช่วงเวลา 2-3 ปีภายหลังจากเริ่มเข้าซื้อขายในตลาด (IPO) เรียกว่าต้องทำให้รายย่อยเบื่อกันไปก่อน

credit by tradingblog.optionfx.com

credit Image by tradingblog.optionfx.com

แล้วเราจะเข้าไปตอนไหน เราจะรู้ได้อย่างไร

หากรอให้หุ้นวิ่งขึ้นไปแล้ว เราก็คงไม่กล้าซื้อตามเข้าไป เพราะหลายครั้งเวลาเราซื้อตาม มันก็มักจะถล่มลงมา

ยิ่งกว่านั้น PTT ยังเป็นหุ้นตัวใหญ่ในตลาด พฤติกรรมจึงมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นธรรมดาทั่วไป ทำให้นักลงทุนจับทิศทางได้ง่ายกว่า แต่การนำไปประยุกต์ใช้กับหุ้นตัวอื่น ก็จะต้องมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้น

เราจึงต้องศึกษามายาตลาดหุ้น ให้ลึกกว่านี้ในบทความชิ้นต่อไป

 

สิ่งที่อยากทิ้งท้ายไว้ในบทความชิ้นนี้ ก็คือ ราคาหุ้นของ PTT นิ่งอยู่ที่ประมาณ 300 บาทมาหลายปีแล้ว ถึงแม้จะมีราคาสูงหรือต่ำกว่านี้ไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ยอมไปไหนสักที

นั่นหมายความว่า นักลงทุนที่เข้าไปซื้อหุ้น PTT ในจุดสูงสุดที่ราคาประมาณ 400-440 เมื่อหลายปีก่อน ก็ย่อมจะรู้สึกเบื่อหน่ายกับความอึดช้าของหุ้นตัวนี้

ที่สำคัญ ก็คือ ในยามที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) พุ่งสูงขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา ก็มักจะถูกนำโดยหุ้นในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น KBANK หรือ SCB

อย่างไรก็ตาม ในรอบที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มธนาคารเริ่มที่จะแผ่วลง ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานได้เริ่มแสดงอาการที่คึกคะนองออกมาให้เห็นบ้างแล้ว

ดังนั้น จึงน่าจะถึงเวลาของหุ้น PTT ที่จะฟื้นตัวกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ภายในเวลาไม่เกิน 1 ปีนับจากนี้

 

แน่นอนว่า หุ้นตัวใหญ่ระดับ PTT เราจะหวังให้สร้างผลตอบแทน 200-300 % คงจะเป็นเรื่องยาก แต่การเข้าซื้อที่ระดับราคา 300-330 เพื่อหวังไปขายที่ราคา 370-420 ก็ยังมีหวังไม่ใช่น้อย ใครจะเล่นแบบเป็นรอบ โดยกำไรเพียง 10-20% แต่กำไรปีละหลายครั้ง หรือจะรอเล่นรอบใหญ่ กำไร 30-50 % แต่นาน ๆ ครั้ง ก็ตามแต่ความสะดวกและใจสมัคร

 

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

วิธีการสมัคร Exness

วิธีการฝากเงินเข้า Exness

วิธีการถอนเงินออกจาก Exness

วิธีการเปิดบัญชี Demo ทดลองเทรด

วิธีการติดตั้งโปรแกรมเทรด MT4 Exness

วิธีเลือกเล่นหุ้นไทยผ่านโบรกเกอร์ Exness

เงินก้อนแรก 500,000 บาท เล่นหุ้น 4 ปี วันนี้เขามีพอร์ตแล้ว 50 ล้าน

จากกรุงเทพธุรกิจ

จากเงินก้อนแรก 500,000 บาท เล่นหุ้น 4 ปี วันนี้เขามีพอร์ตแล้ว 50 ล้าน ชายหนุ่มวัย32 ?โนเนม? แต่ไม่ ?โนวิชั่น? สง่า ตั้งจันสิริ ?

แท้ที่จริงตระกูลตั้งจันสิริ ไม่ใช่โนบอดี้ในวงการธุรกิจ ทายาทหนุ่มวัย 32 ปี อาสาพาไปรู้จักเคล็ดลับความสำเร็จของตัวเอง ที่วันนี้มีพอร์ตเล่นหุ้นเป็นตัวเป็นตนแล้ว 50 ล้านบาท แม้ไม่มากแต่ถ้าดูจากจุดเริ่มต้นที่ 5 แสนบาทกับระยะเวลาเพียง 4 ปี หนุ่มคนนี้ถือว่าฝีมือ ?ไม่ธรรมดา?

สง่า ตั้งจันสิริ มีพื้นฐานครอบครัวอยู่ในระดับเศรษฐีของเมืองไทย บางคนอาจจะคุ้นๆกับนามสกุล ?ตั้งจันสิริ? กับ ?จันศิริ? ใน บมจ.ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือ ทียูเอฟ ใช่เลย! เขาเป็นหลานชาย ไกรสร จันศิริ ประธานกรรมการ และผู้ก่อตั้งทียูเอฟ บริษัทผู้ส่งออกปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ระดับโลก และมีศักดิ์เป็นญาติผู้น้อง ธีรพงศ์ จันศิริ ซีอีโอทียูเอฟ ปัจจุบันสง่านั่งแท่นบริหารบริษัทโบรกเกอร์ประกันภัยของตัวเอง ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจครอบครัว และรักการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นชีวิตจิตใจ

?ตกลงครับ..แต่พอร์ตผมไม่ได้ใหญ่มากเท่าไรนะ ไม่รู้จะน่าสนใจหรือเปล่า? ชายหนุ่มวัย 32 ปี ยอมเปิดตัวกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek เรานัดหมายกับเขาที่ร้านกาแฟใต้อาคารเอสเอ็ม ทาวเวอร์ ย่านสนามเป้า โดยมี ?ก๋อย? ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ เซียนหุ้นร้อยล้าน ?หลานชาย? ชนะชัย ลีนะบรรจง เป็นคนชักนำ

?นิด? ชื่อเล่นของสง่า เพียงกาแฟแก้วแรกหย่อนวางลงบนโต๊ะนิดก็รีบออกตัวก่อนว่า ?หุ้นทุกตัวที่ผมไปลงทุนไม่เกี่ยวอะไรกับธุรกิจครอบครัวแม้แต่น้อยเป็นเพียงการลงทุนส่วนตัว?

นิดบอกว่า แม้จะเติบโตมากับธุรกิจอาหารทะเลของครอบครัวตั้งแต่เด็ก แต่ขอเลือกที่จะเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจของตัวเอง หลังจบปริญญาตรีที่เอแบคด้านประกันภัยก็มาเปิดบริษัทโบรกเกอร์ประกันภัยซึ่งบริหารมาแล้ว 8 ปี และยังร่วมลงขันกับเพื่อนขายเครื่องมือแพทย์ ธุรกิจรับสแกนหนังสือ และมีร้านกาแฟของตัวเอง

ก้าวแรกในตลาดหุ้นของสง่า เพิ่งเริ่มเมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา โดยเข้ามาในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังบูมตอนนั้นคือ ?อยากลอง? และได้รู้จักกับผู้ใหญ่ในวงการหลักทรัพย์แนะนำให้ลองลงทุนดูบอกว่าดีกว่าเงินฝาก โดยปัจจุบันมีพอร์ตลงทุนอยู่ที่ บล.เคที ซีมิโก้ เป็นหลัก

สำหรับเงินลงทุนก้อนแรก นิดเล่าว่าเริ่มจากเงิน 500,000 บาท เริ่มนับหนึ่งจากหุ้นบลูชิพพิมพ์นิยมอย่าง BANPU, PTT, PTTEP และแน่นอนต้องมี TUF ด้วยเพราะเป็นธุรกิจของครอบครัว โดยมี ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ ?เพื่อนซี้? ที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ป.1 เป็นที่ปรึกษา และทุกวันนี้หัวข้อหลักในการสนทนาระหว่างเพื่อนก็คือเรื่องหุ้นที่ฝังอยู่ในสายเลือดโดยไม่รู้ตัว

วิธีการลงทุนของเซียนหุ้นรายนี้ เขาจะแบ่งพอร์ตลงทุนออกเป็น ?สามส่วน? คือ สั้น-กลาง-ยาว ถ้าเป็นหุ้นบลูชิพชั้นดี ?เกรดเอ? ถ้าถือต้นทุนต่ำก็จะถือยาว 2-3 ปี โดยจะดูที่ Dividend Yield ถ้าอยู่ประมาณ 5-6% ก็จะถือไว้กินปันผล ส่วนหุ้น TUF จะไม่แตะ (ขาย) เลยเพราะปันผลดีมาก อีกตัวที่ชอบคือ CSL ที่ทำธุรกิจเป็นเงินสดแถมจ่ายปันผลดีปีละ 2-3 ครั้ง

ส่วนพอร์ต ?ระยะกลาง? จะเน้นหุ้นกลุ่มแบงก์กับอสังหาริมทรัพย์ ถ้าเป็นพอร์ต ?ระยะสั้น? จะเน้นเล่นหุ้นหวือหวาโดยจะ ?เล่นตามข่าว? (หุ้นมีสตอรี่) ถ้าเล่นสั้นจะ ?ไม่ถือนาน? แต่บางครั้งจะสลับตัวเล่น ?กลาง-สั้น? ตามความเหมาะสม

สำหรับหุ้นกลุ่มที่เล่นเป็นประจำ ยังคงเป็น ?พลังงาน? กับ ?แบงก์? ที่ผ่านมาได้กำไรมาตลอด ส่วนหุ้นที่โปรดปรานเป็นพิเศษอันดับหนึ่งคือ TUF เพราะโตมากับธุรกิจนี้ ปัจจุบันถือ TUF อยู่ในพอร์ต ?มากที่สุด? โดยหุ้นบางส่วนได้รับโอนมาจาก ?คุณพ่อ? ตอนก่อนแต่งงาน มีต้นทุนที่ 10 บาทแต่ไม่เคยขายและไม่คิดจะขายด้วย

อีกตัวที่ชื่นชอบเป็นพิเศษคือ PS เพราะเป็นบริษัทที่ตอบโจทย์ชนชั้นกลางที่อยากมีบ้านได้ดีที่สุด และมั่นใจในตัว ?เจ้าของ? ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ที่ถือหุ้นไว้จำนวนมากถ้าหุ้นตกเขาย่อมเจ็บกว่าแน่นอน ทำให้มั่นใจเต็มร้อยว่าเลือกหุ้นไม่ผิด

?ปี 2551 ผมเล่นหุ้นพฤกษา เรียลเอสเตทถึง 20 รอบ แต่พอปีนี้ราคาเริ่มสูงก็ขายออกไปรอเล่นรอบใหม่?

ผ่านมา 4 ปี พอร์ตลงทุนของสง่าโตขึ้นมาอยู่ในระดับ 50 ล้านบาท สิ่งที่เซียนหุ้นรุ่นใหม่ต้องท่องเป็นประจำคือ ?อย่าโลภมาก? หุ้นทุกตัวที่เข้าไปลงทุนเขาจะตั้ง ?เป้าหมายกำไร? เมื่อถึงเป้าก็ต้อง ?ขาย? โดยปกติจะตั้งไว้ที่ 20% และตั้งจุด Stop Loss (หยุดขาดทุน) ไว้ที่ลง 10% ต้องตัดขายทันที

?ที่เล่นมาเคย Cut Loss หนักสุด 3 ล้านบาทไม่งั้นขาดทุนแน่ๆ 6-7 ล้านบาทแต่ถ้ารีบขายก่อนอาทิตย์หนึ่งจะขาดทุนแค่ล้านเดียว ประสบการณ์เลยสอนผมว่าต้องกล้าตัดสินใจ(ถึงขาดทุนก็ต้องกล้าขาย)?

เซียนนิดที่มีพอร์ตไม่นิดบอกว่า จากประสบการณ์ถ้าอยากได้กำไรเยอะๆ ต้องเล่นหุ้นขนาดกลางหรือเล็กที่มี ?พื้นฐานดี? (ไม่ใช่หุ้นปั่น) และจะได้แรงบวกต้องเป็นธุรกิจกำลังจะ ?เทิร์นอะราวด์? หุ้นพวกนี้เวลาขึ้นมีโอกาสได้กำไรเกิน 20% แต่ถ้าเป็นหุ้นขนาดใหญ่จะมีโอกาสแบบนี้ไม่บ่อย สำหรับรอบนี้ที่ได้กำไรเป็นเนื้อเป็นหนังคือหุ้น BCP และ THCOM กำไรประมาณ 50% แต่ตอนนี้ขายไปหมดแล้ว

?การลงทุนในตลาดหุ้นคือการอยู่กับอนาคต อย่าดูแต่ปัจจุบัน ต้องมองไปข้างหน้า? เซียนนิดย้ำ

ที่สำคัญในตลาดหุ้นอะไรก็ไม่แน่นอนทั้งนั้น จึงต้องมี ?เงินสดติดกระเป๋า? ไว้ตลอดเวลา ถ้ามีเงิน 100 บาท ส่วนตัวจะพยายามเก็บเงินสดไว้ 40% เสมอๆ เพราะโอกาสซื้อ ?ของถูก? ไม่ได้มีมาบ่อยๆ เขายกสัจธรรมที่สุดแสนจะเบสิคแต่ใช้ได้ดีเสมอว่า ?จงเข้าซื้อเมื่อหุ้นตก และจงขายเมื่อหุ้นขึ้น? ง่ายๆ อย่างงี้แหละ!

?ผมมองว่านักลงทุนไทยส่วนใหญ่ใจไม่เย็นพอ และบางคนเอาเงินร้อนมาเล่นด้วยของผมจะใช้เงินเย็นมาลงทุน และไม่เคยซี้ซั้วจะค่อยๆ ดูทีละตัว?

ส่วนหลักการจำกัดความเสี่ยง ง่ายๆ คือ อย่าไปลงทุนในสิ่งที่ไม่รู้ หรือรู้น้อยกว่าคนอื่น จะต้องรู้ให้มากกว่าคนอื่นหนึ่งก้าวเสมอ ข้อจำกัดของตลาดหุ้นไทยคือตลาดเล็กและคนมีเงินเยอะๆ สามารถคุมหุ้นได้ นักลงทุนที่รู้ทีหลังค่อนข้างเสียเปรียบ ก่อนลงทุนจำเป็นต้อง ?เช็คข่าว? ต่อสายคุยกับนักวิเคราะห์คุยกับคนในวงการหาข่าวก่อนลงทุนจะปลอดภัย เราไม่จำเป็นต้องรู้มากที่สุดแต่ต้องไม่น้อยกว่าคนอื่น

สง่าบอกว่าพอร์ตของเขาโตมากช่วงปลายปี 2551 ช่วงที่เกิดวิกฤติซับไพร์ม ก่อนหุ้นจะตกใหญ่เมื่อเดือนตุลาคม 2551 นักลงทุนที่ตามข่าวจะได้กลิ่นไม่ดีมาก่อนแล้วอยู่ที่ว่าใครจะตัดสินใจอย่างไร ส่วนตัวเองเลือกที่จะ ?เผ่น?

?ผมคุยกับรุ่นพี่ที่เล่นหุ้นมา 20 ปีเขาบอกว่าถ้าเป็นเขาจะขายหุ้นทิ้ง ผมก็ฟังข่าววิเคราะห์ต่อแล้วจึงตัดสินใจ Cut Loss ยอมขายขาดทุนตอนนั้นเจ็บหนักที่สุด 3 ล้านบาทแล้วถือเงินสดรอ จากนั้นก็นั่งดูหุ้นตัวใหญ่ๆ อย่าง PTT, BANPU ราคาตกเอาๆ ผมเอาเงินสดที่มีอยู่มารับไว้ หลังจากนั้นไม่นานหุ้นที่ซื้อไว้บางตัวราคาขึ้นเป็นเท่าตัว ช่วงนั้นถือว่าทำให้พอร์ตโตมากที่สุด?

นอกจากลงทุนหุ้นไทยแล้ว สง่ายังแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนผ่านกองทุนผสมสัญญาประกันชีวิต บริหารโดย เอไอจี ที่ประเทศฮ่องกง มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ที่ไม่ใช่หุ้น เช่น น้ำมัน ทองคำ ฯลฯ จุดประสงค์เพื่อเก็บออมเงินระยะยาวเอาไว้ให้ ?ไกลมือ?

นอกจากนี้ยังนำกำไรไปซื้อสินทรัพย์ระยะยาว เช่น ซื้อที่ดิน และซื้อคอนโดมิเนียมให้เช่า สง่าตั้งเป้าหมายชีวิตว่า พอถึงอายุ 55 ปี ก็จะเกษียณตัวเองจากงานประจำ หลังจากนั้นจะใช้เงินเก็บที่สะสมมาจากการทำธุรกิจส่วนตัวและการลงทุนใช้ชีวิตอย่างสบายๆ

อย่างไรก็ตามความสำเร็จในตลาดหุ้นต้องมีทั้งสีขาวและสีดำ มีขึ้นและมีลง แต่คนที่จะยืนบนเวทีนี้ได้ในระยะยาวสำคัญที่สุด ?ต้องมีวินัย?

?ถ้าขาดทุนต้องรับกับมันได้ ถ้ากำไรก็อย่าดีใจกับมันมาก เห็นหุ้นวิ่งอย่าแหกกฎของตัวเอง เหมือนกฎหมายถ้าใครไม่ทำตามมันก็มีบทลงโทษรออยู่ ถ้าคิดว่าทำตามไม่ได้ก็อย่าตั้งกฎให้ตัวเอง? ง่ายๆ แต่ไม่ง่าย สง่า ตั้งจันสิริ เซียนรุ่นใหม่ที่กำลังไต่ระดับมาพร้อมกับวิกฤติ..ลูกไม่ไกลต้นของครอบครัวทียูเอฟ

http://www.bangkokbiznews.com/home/d…ัย-32.html

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

วิธีการสมัคร Exness

วิธีการฝากเงินเข้า Exness

วิธีการถอนเงินออกจาก Exness

วิธีการเปิดบัญชี Demo ทดลองเทรด

วิธีการติดตั้งโปรแกรมเทรด MT4 Exness

วิธีเลือกเล่นหุ้นไทยผ่านโบรกเกอร์ Exness

ออมหุ้นเองหรือผ่านบล. แบบไหนดีกว่ากัน

 

ส่วนตัวตอนนี้ก็รู้สึกดีอยู่เหมือนกันที่เห็นมีกระแสเรื่อง “การลงทุน” ที่เห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนหันมาให้ใจดูแลเงินตัวเองกันมากขึ้น แล้วทีนี้หลังจากที่เราศึกษาเรื่องการลงทุนมาสักพัก เชื่อว่าทุกคนต้องมีคำว่า “หุ้น” ลอยเข้ามาอยู่ในหัวกันบ้างแน่ๆ ซึ่งถ้าลองศึกษาไปเรื่อยน่าจะเคยได้ยินคำว่า “ออมหุ้น” ที่เป็นบริการจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)

หลายคนอาจจะกำลังสงสัยอยู่แน่ๆว่าอะไรคือการ “ออมหุ้น” ที่เป็นบริการจากบล. กันแน่ แล้วทำไมต้องตั้งบริการขึ้นมา เราไม่ได้เข้าไปเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น แล้วก็หักออมเองไม่ได้เหรอ? วันนี้เรามาดูกันดีกว่า ว่าความแตกต่างระหว่าง “ออมหุ้นแบบซื้อเอง” กับ “ออมหุ้นผ่านบล.” เป็นอย่างไรบ้าง

ประการแรก “หุ้นที่เราลงทุนได้” จะมีจำนวนแตกต่างกัน การที่เราเลือกออมหุ้นเอง แน่นอนว่าเราจะสามารถเลือกหุ้นตัวไหนอย่างไรก็ได้ แล้วแต่ใจเราต้องการเลย แต่ถ้าเราจะ “ออมหุ้นผ่าน บล.” จะมีหุ้นที่ทางบล. คัดเลือกมาให้เราเลือกซื้อเท่านั้น แล้วถ้าถามต่อว่าการที่บล. เค้าจะคัดเลือกหุ้นให้เราดีมั้ย? ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง 100% ว่าอันไหนดีกว่า ต้องดูเป็นกรณีๆ ไป

ถ้าสำหรับนักลงทุนมือเก๋าคัดเลือกหุ้นเป็นแล้ว การคัดเลือกหุ้นเองก็น่าจะดีกว่าเพราะลงทุนหุ้นตัวไหนก็ได้ แต่ถ้าสำหรับนักลงทุนมือใหม่หน่อย ก็เลือกลงทุนเฉพาะหุ้นที่ทางบล. คัดมาให้ก็น่าจะเป็นผลดีมากกว่า เพราะบล. เค้าจะทำตัวเองเหมือน “ตัวกรองหุ้น” ที่คอยคัดเลือกหุ้นให้กับเราว่าหุ้นตัวนั้นตัวนี้ลงทุนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นตัวนี้ลงทุนแล้วหุ้นจะขึ้นแน่นอน 100% แต่เป็นการที่เราจะได้ทำการบ้านน้อยลงเพราะหุ้นที่เค้าคัดเลือกมาให้แล้วระดับหนึ่ง

อย่างที่สองที่น่าจะแตกต่างกันก็คือ “จำนวนหุ้น” ที่เราเลือกลงทุนได้ ถ้าเราเลือก “ออมหุ้นเอง” เวลาเราซื้อหรือขายหุ้นโดยปกติเราต้องซื้อขายขั้นต่ำเป็น 100 หุ้น แต่ถ้าราคาหุ้นที่ราคาเกิน 500 บาทต่อหุ้น ก็จะสามารถซื้อที่ 50 หุ้นได้ แต่ถ้าเราเลือกใช้บริการ “ออมหุ้นจากบล.” เวลาเราซื้อเราจะซื้อเป็นจำนวนเงินแทน (เหมือนเราซื้อกองทุน) เช่น เราจะซื้อหุ้น 1,000 บาท แล้วหุ้นราคา 50 บาทเราก็จะได้หุ้นมาประมาณ 20 หุ้นนั่นเอง (อาจจะได้ไม่ถึง 20 หุ้นเพราะจะมีค่าธรรมเนียม)

Report business statistics concept

ตรงนี้ส่วนตัวคิดว่าเป็นข้อดีมากๆ สำหรับนักลงทุนรายย่อยเพราะหุ้นบางตัวที่เป็นหุ้น Bluechip ขนาดใหญ่อย่าง PTT AOT SCC ถ้าจะให้รายย่อยที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนไปซื้อ 100 หุ้น อาจจะต้องใช้เงินสูงถึง 40,000 – 50,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบจำนวนเงินลงทุนแล้วอาจจะทำให้นักลงทุนรายย่อยซื้อไม่ไหวหรือซื้อแล้วไม่สามารถซื้อหุ้นตัวอื่นได้เลยก็จะมีความเสี่ยงกับพอร์ตสูงขึ้นอย่างมากเพราะขาดการทำ Asset Allocation ที่ดี ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนขาดทุนกันเลยทีเดียว นอกจากที่บริการ “ออมหุ้นจากบล.” ยังสามารถให้เราไปเปิดบริการเพิ่มเติมได้อีกก็คือการทำ DCA ทุกเดือนก็ถือว่าเป็นระบบที่ช่วงสร้างวินัยการลงทุนให้กับเราได้อย่างดี

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่าการลงทุนที่ดีที่สุดจะ “ออมหุ้นเอง” หรือ “ออมหุ้นผ่านบล.” เราต้องมาดูเงื่อนไขและข้อจำกัดของเรา ถ้าเป็นนักลงทุนที่มีเงินลงทุนระดับหนึ่ง มีประสบการณ์มาสักหน่อยการเลือก “ออมหุ้นเอง” ก็ดูเป็นอะไรที่เหมาะสมกว่า แต่ถ้าเรายังเป็นมือใหม่แล้วเงินทุนยังไม่ได้เยอะมาก “ออมหุ้นจากบล.” ก็ดูเป็นอะไรที่น่าสนใจกว่า แถมยังสามารถช่วยให้มีวินัยการลงทุนผ่าน DCA อีกด้วย

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวยการเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

วิธีการสมัคร Exness

วิธีการฝากเงินเข้า Exness

วิธีการถอนเงินออกจาก Exness

วิธีการเปิดบัญชี Demo ทดลองเทรด

วิธีการติดตั้งโปรแกรมเทรด MT4 Exness

วิธีเลือกเล่นหุ้นไทยผ่านโบรกเกอร์ Exness

Hot or Not : ลงทุน หุ้น หรือ กองทุนรวม ดี

มีคนรุ่นใหม่หลายคนที่พยายามหาช่องทางการลงทุนให้งอกเงย เพื่อนำเงินมาใช้ยามเกษียณ หุ้น และกองทุนรวม ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่เราจะเลือกลงทุนหุ้น หรือกองทุนรวมดีล่ะ

หุ้น

หุ้นมีหลายบริษัทมากมาย  เราต้องเลือกเอง จิ้มเอง ต้องมีการศึกษาหาข้อมูล ดูงบการเงินเอง ใครที่เข้ามาในหุ้นก็อยากได้เงิน อันนี้ก็แล้วแต่บริษัทที่คุณลงทุนแล้วล่ะครับว่าดีหรือไม่ดี ถ้าคุณซื้อหุ้นมาก แล้วหุ้นตกคุณก็เสียมาก ซื้อหุ้นดี ซื้อเยอะ หุ้นขึ้นก็ได้เยอะ อยากซื้อเมื่อไหร่ ก็ซื้อได้เลย ขายก็ขายได้เลย แต่ถ้าตลาดปิดก็สามารถ กด pending order ได้ เป็นการส่งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า หุ้นก็สามารถเล่นได้ทั้งเล่นสั้น คือแบบซื้อขายภายใน 1 วัน หรือซื้อยาว ตลอดชีวิต ก็ทำได้เช่นกัน

กองทุนรวม

ลงทุนกองทุนถือเป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงที่ดี เราให้ผู้เชี่ยวชาญบริหารกองทุนแทนเรา มีคนเลือกหุ้นให้ และเขาก็ไม่ได้ลงทุนในหุ้นตัวเดียว ซึ่งคุณต้องศึกษาแผนการของแต่ละกองทุนว่าคุณโอเคหรือไม่ก่อนที่คุณจะลงทุน ด้วยความที่ผู้เชี่ยวชาญจะกระจายความเสี่ยงไม่ลงในหุ้นตัวเดียว เพราะฉะนั้น เวลาได้ก็จะได้น้อย เพราะจะมีหุ้นตัวที่ไม่ได้ฉุดอยู่ เสียก็จะเสียไม่เยอะ เพราะมีหุ้นดีช่วยไว้บางส่วน เวลาซื้อก็ซื้อได้เลย ถ้าตลาดเปิด แต่ถ้าขายก็ต้องรอ 3-4 วัน ถึงจะได้เงินซะส่วนใหญ่ กองทุนจะไม่สามารถเล่นสั้น ซื้อปุ๊บขายปั๊บได้เลย เพราะกว่าจะซื้อหรือขายต้องใช้เวลานาน และการขึ้นลงของราคาก็ไม่ได้เยอะในแต่ะวัน

เพื่อนๆ ได้ทราบถึงข้อดีข้อเสียของหุ้นและกองทุนแล้ว คราวนี้ก็แล้วแต่เพื่อนๆ แล้วล่ะครับ ว่าจะเลือกแบบไหนให้เหมาะกับตัวเอง

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

วิธีการสมัคร Exness

วิธีการฝากเงินเข้า Exness

วิธีการถอนเงินออกจาก Exness

วิธีการเปิดบัญชี Demo ทดลองเทรด

วิธีการติดตั้งโปรแกรมเทรด MT4 Exness

วิธีเลือกเล่นหุ้นไทยผ่านโบรกเกอร์ Exness

5 บุคคลระดับโลกที่รวยจากหุ้น

โลกแห่งธุรกิจนั้น คือสนามชั้นยอดที่จะช่วยเปลี่ยนให้คุณกลายเป็นเศรษฐีได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเปลี่ยนให้คุณกลายเป็นผู้แพ้ได้เช่นกัน แต่จะมีสักกี่คนบ้างนะ ที่สามารถผ่านสมรภูมิอันแสนดุเดือดนี้ จนก้าวมายืนอยู่ทัพหน้าของวงการหุ้นได้
วันนี้ เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ 5 บุคคลระดับโลกที่รวยจากหุ้น หลายๆ คนอาจจะคุ้นหูคุ้นตากันไปบ้าง บางคนก็ยังถือว่าเป็นตำนานที่ยังคงมีชีวิตอยู่! มาดูกันสิ ว่าจะมีใครกันบ้าง ?


วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Edward Buffett)

เขาคือ นักลงทุน นักธุรกิจ และผู้ใจบุญชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงระดับโลก  บัฟเฟตต์เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ควบตำแหน่ง CEO ของบริษัทเบิร์กเชียร์ นอกจากนี้ เขายังเป็นเพื่อนกับ บิลล์ เกตส์ อีกหนึ่งมหาเศรษฐีระดับโลก ซึ่งเคยชวนให้เขาร่วมลงทุนในบริษัทไมโครซอฟท์ แต่วอรร์เรนก็ขอปฏิเสธ เนื่องจากไม่มีความเข้าใจในระบบธุรกิจประเภทนี้ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยินดีที่จะบริจาคเงินจำนวนมหาศาลแก่มูลนิธิของบิลล์ เกตส์แทน

บัฟเฟตต์เป็นลูกชายคนเดียว และเป็นคนที่ 2 ในพี่น้องทั้ง 3 คน ของ ฮาเวิร์ด บัฟเฟตต์ โดยจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการของเขานั้น เริ่มต้นที่อายุ 11 ปี เมื่อเขาได้ลองหารายได้พิเศษด้วยการติดตั้งตู้เกมส์พินบอลหยอดเหรียญในร้านตัดผม และเคยเป็นเด็กขายหนังสือพิมพ์  ก่อนที่จะซื้อหุ้นเป็นครั้งแรกด้วยเงินเหล่านั้น

Warren-Buffet-Net-Worth

เมื่อครั้งที่ยังศึกษาในระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียอยู่นั้น บัฟเฟตต์ได้ศึกษาถึงปรัชญาการลงทุนจาก เบนจามิน เกรแฮม หลังจากนั้นก็นำปรัชญาการลงทุนจาก ฟิลิป ฟิชเชอร์ มาปรับประยุกต์เข้าด้วยกัน วอร์เรน บัฟเฟต์ ถือเป็นนักลงทุนที่เน้นคุณค่าของหุ้นที่มั่นคงในระยะยาว มากกว่าการเก็งกำไรในระยะสั้น

ในโลกของการลงทุน บัฟเฟตต์มักจะได้รับฉายาว่าเป็น เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา หรือไม่ก็ปราชญ์แห่งโอมาฮา เขามีชื่อเสียงจากปรัชญาการลงทุนด้วยการนำปรัชญาที่เคยศึกษามาประยุกต์จนใช้งานได้จริง

แม้ว่า บัฟเฟตต์ จะได้รับการจัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และได้รับการยกย่องเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดก็ตาม แต่เขามักจะมีความเป็นอยู่อย่างประหยัด และยังเปี่ยมไปด้วยความใจบุญ จากที่คอยบริจาคเงินอย่างสม่ำเสมอให้กับมูลนิธิการกุศลต่างๆ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ในช่วงครึ่งปีแรกของปี ค.ศ. 2008 ด้วยจำนวนเงิน 62,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังได้รับจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ ให้เป็นบุคคลที่รวยที่สุดเป็นอันดับสามในปี 2554 โดยมีทรัพย์สินประมาณ $50.0 พันล้าน และในปี 2555 นิตยสารอเมริกัน ก็ได้ยกย่องบัฟเฟตต์เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกอีกด้วย


เจสซี่ ลิเวอมอร์ (Jesse Livermore)

เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ หรือที่คนชอบเรียกเขาว่า J.L. เจ้าของฉายา Boy Plunger และ Great Bear of Wall Street Livermore  อีกหนึ่งตำนานนักลงทุน ที่มีแนวคิดการลงทุนที่น่าสนใจ แม้ว่าเขาอาจจะไม่ใช่นักลงทุนเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จมากมาย เพราะชีวิตการลงทุนของเขาเกือบ 20 ปี ผ่านมาทั้งจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด เคยรวยระดับเงินล้านจากตลาดหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ แต่ในขณะเดียวกันก็เคยผิดพลาดล้มเหลว จนขาดทุนหมดตัวล้มละลายมาแล้ว

J.L.  เริ่มเข้าวงการหุ้นตั้งแต่อายุ 14 ปี เขาทะเลาะกับพ่อจนต้องหนีออกจากบ้าน ทิ้งชีวิตชาวไร่และการทำฟาร์มแบบพ่อและแม่ในเขตชนบทเมือง และเริ่มต้นจากการเป็นเด็กเดินโพย เขียนกระดานหุ้น ในห้องค้า Webber เมืองบอสตัน ตั้งแต่อายุได้ 15 ปี หลังจากนั้นเพียงปีเดียว เขาก็เริ่มเล่นหุ้น แต่เนื่องจากมีเงินน้อย เขาจึงเริ่มเล่นตาม ‘ห้องค้าเถื่อน’ ที่รับ ‘แทงหุ้น’ โดยอิงกับราคาหุ้นบนกระดาน โดยการเก็งกำไรครั้งแรกร่วมกับเพื่อนของเขา เขาสามารถทำกำไรได้ถึง $3.12  ต่อหุ้น หลังจากนั้นไม่นานเขามีกำไรสะสมถึง $1,000

Jesse Livermore

J.L.เก็งกำไรเก่งมากและทำกำไรจนทำให้ห้องค้าเถื่อนเกือบทุกแห่ง “แบล็กลิสต์” ไม่ให้เขาเข้าเล่นในห้องค้า ในที่สุดเขาก็เข้าสู่ตลาดหุ้นและเริ่มชีวิตของนักเก็งกำไรเต็มตัว เขาร่ำรวยจากการเล่นหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ มีแนวคิดในการลงทุนว่า ไม่เชื่อในการถือหุ้นระยะยาว

วิธีการของเขาคือ การมองมหภาคบวก กับการจดบันทึกการเคลื่อนไหวของหุ้นที่เขาสนใจติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เพื่อทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมของรายใหญ่ที่เล่นหุ้นตัวนั้นอยู่ (รวมทั้งพฤติกรรมของตัวเขาเองด้วย)  และเชื่อว่าไม่ว่าบริษัทจะดีเพียงใด เวลาที่ตลาดพัง หุ้นทุกตัวก็จะไป ดังนั้นภาวะตลาดจึงมึความสำคัญเหนือตัวหุ้น

J.L.เป็นบุคคลที่เคยเป็นเศรษฐีมากกว่าหนึ่งครั้งในชีวิต เพราะเขาเคยหมดตัวหลายครั้งและสามารถกลับมาเป็นเศรษฐีได้ใหม่ เขากล่าวว่า เขามักจะหมดตัว เพราะไม่สามารถอดใจที่จะไม่ฝ่าฝืนกฏเหล็กในการเทรดหุ้นของตัวเองได้

บั้นปลายชีวิตของ J.L. นั้น เขาเริ่มมีอาการซึมเศร้าเมื่อเข้าสู่บั้นปลายชีวิต และยิงตัวตายเมื่ออายุได้ 63 ปี โดยในช่วงก่อนตายเขาเพิ่งจะสูญเสียเงินจำนวนมากในตลาดหุ้น และยังไม่สามารถทำกำไรกลับคืนมาได้ และมีทรัพย์สินเหลือเป็นมรดกให้แก่ภรรยาประมาณ $5 ล้าน

แต่ถึงแม้ชีวิต J.L. จะล้มเหลว และจบอย่างน่าเศร้าสลดแค่ไหน แต่การเรียนรู้แนวคิดเรื่องการเทรดหุ้น การลงทุนต่างๆ ของเขา เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ น่าเรียนรู้อย่างมากต่อนักลงทุนในรุ่นหลังๆ ในอีก 80 ปีต่อมา เพราะเขาได้ทิ้งมรดกความรู้ ด้วยการเขียนวิธีการสำหรับคนที่มุ่งมั่นจะยึดการลงทุนเป็นอาชีพจริงๆ แบบเดียวกับเขาไว้ในหนังสือชื่อ How to Trade in Stocks นั้นเอง

คาร์ลอส สลิม เฮรู (Carlos Slim Helu)

จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนักลงทุนที่มีชื่อเสียงระดับโลก คาร์ลอส สลิม คือ นักธุรกิจมหาเศรษฐีชาวเม็กซิกัน วัย 73 ปี บุคคลที่ได้ชื่อว่า เป็นคนที่รวยที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังครองตำแหน่งคนรวยที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แล้ว จากการจัดอันดับของฟอร์บส์ โดยเขามีทรัพย์สินมากมายถึง 73,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สลิมจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติเม็กซิโก ก่อนผันตัวเองมาเป็นโบรกเกอร์ในตลาดหุ้นและเริ่มเรียนรู้การลงทุนในธุรกิจหลายประเภท จนกระทั่งต้น ค.ศ. 1980 ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในละตินอเมริกาทำให้ธุรกิจจำนวนมากล้มครืน จึงเป็นโอกาสให้สลิมได้เข้าไปกว้านซื้อบริษัทที่ประสบปัญหาในราคาถูก ก่อนจะเปลี่ยนบริษัทเหล่านี้ให้กลายเป็นกิจการที่มีมูลค่ามหาศาลในเวลาไม่กี่ปีต่อมา ทั้งบริษัทจำหน่ายน้ำดื่ม บริษัทรับเหมาก่อสร้าง และห้างสรรพสินค้า

Carlos Slim Helu

โดยเฉพาะธุรกิจด้านการสื่อสารโทรคมนาคม อย่าง บริษัท เตเลโฟโนส เด เมฮิโก หรือ เตลเม็กซ์ (TELMEX) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานแบบผูกขาด ที่เขาซื้อมาจากรัฐบาลเม็กซิโกเมื่อปี 1990 ด้วยเงิน 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนั้น ยังมีบริษัทด้านการสื่อสารแบบไร้สาย อเมริกา โมบิล ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีผู้ใช้บริการมากกว่า 100 ล้านคนทั่วละตินอเมริกา

ไม่เพียงแต่การทำธุรกิจเท่านั้นที่ คาร์ลอส สลิม เฮลู ทำ นอกจากนี้เขายังมีโครงการตอบแทนสังคมอีกมากมายเช่นกัน เช่น มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ของพ่อมดไอทีบิล เกตส์ ขณะที่คาร์ลอส สลิมเองก็ใช้ความร่ำรวยของเขาตอบแทนสังคมจนได้รับรางวัลจาก World Education and Development Fund

กลยุทธ์ทางการลงทุนที่น่าสนใจของสลิม คือการรู้จักฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจได้ก่อนคนอื่น ๆ การรู้จักสร้างคอนเน็คชั่นในทุกรูปแบบทั้งเชิงการค้า และแนวการเมือง ซึ่งก็คือวิสัยทัศน์ที่เฉียบขาดของเขา จนทำให้ไม่มีคู่แข่งในตลาดเหลือรอด ซึ่งกลเม็ดเคล็ดลับนี้ตัวเขาเองบอกว่าเขาได้มาจากการอ่านหนังสือของ อัลวิน ทอฟเลอร์ นักเขียนระดับปรมาจารย์แนวการตลาดระดับโลกนั่นเอง


มาร์ติน ชวาร์ตซ์ (Martin Schwartz)

ชวาร์ตซ์ คืออีกหนึ่งสุดยอดเซียนหุ้นระดับตำนาน  ด้วยผลงานการเทรดของเขาที่ไม่ธรรมดา ในปีแรกของการเป็นเทรดเดอร์ เขาสามารถทำเงินได้ถึง $600,000 ก่อนเบิ้ลเป็นสองเท่าในปีถัดมา และเคยทำเงินได้ถึง $70,000 ในการเทรดเพียงหนึ่งวัน นอกจากนี้ เขายังได้ตำแหน่งแชมป์การเทรดในรายการ U.S. Investing Championship เมื่อปี 1984 ซึ่งถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับเหล่าบรรดานักเล่นหุ้นชาวอเมริกันเลยทีเดียว!!

สิ่งที่ทำให้ ชวาร์ตซ์ ประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์ หลังจากล้มเหลวมานานกว่า 10 ปี นั้น มาจากหลักการเทรดที่ไม่พยายามเพิ่ม volume การเทรด จนกว่าจะสามารถดับเบิลพอร์ตได้ เพราะคนส่วนใหญ่มักทำผิดพลาดโดยการพยายามเพิ่ม volume ในการเทรดทันทีที่เขาเพิ่งเริ่มจะที่จะมีกำไร และนั่นเป็นหนทางแห่งหายนะที่ทำให้ต้องเดินออกไปจากตลาดแห่งนี้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญ คือต้องพยายามหาลักษณะการลงทุน การเทรดหุ้นต่างๆ ที่ถนัด และเหมาะสมกับตัวเอง

Martin Schwartz

จุดเริ่มต้นของ ชวาร์ตซ์ นั้น เริ่มต้นจากเขาจบจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เขาเลือกทำงานที่ US Marine Corp. หลังจากนั้น จึงตัดสินใจลาออกไปเป็นนักวิเคราะห์ให้กับโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง ในช่วงที่เขาทำงานอยู่ ก็เริ่มเรียนรู้การลงทุนในตลาดหุ้น ทว่าก็ประสบความล้มเหลวตลอดในช่วงเวลา 10 ปีแรก จนเกือบจะต้องล้มละลายในช่วงปี 1970

แต่ ชวาร์ตซ์ ก็ไม่ได้สิ้นหวังไปเสียทีเดียว เพราะเขาไม่ยอมแพ้ และได้ค้นพบหนทางของตัวเอง คือหนทางในการเก็งกำไรโดยใช้เทคนิคคอล จนในที่สุด เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานในขณะที่มีเงินเก็บทั้งหมด $110,000 เขาใช้เงิน $92,500 จ่ายเป็นค่าที่นั่งใน floor ที่ตลาด American Stock Exchange ทำให้เขาเหลือเงินเพียง $20,000 เขาจึงต้องหยิบยืมเงินจากคนอื่นอีก $50,000 ทำให้เขามีเงินในการเริ่มต้นเทรดทั้งสิ้น $70,000 ก่อนเริ่มทำเงินอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นคนดังในที่สุด

ผลงานการเทรดของเขายังคงเป็นตำนานให้เทรดเดอร์รุ่นใหม่ๆ กล่าวถึงอยู่เสมอ ลองคิดดูสิจะมีซักกี่คนบนโลกใบนี้ที่ทำกำไรเฉลี่ยต่อปีจากการเล่นหุ้นได้ถึงเกือบ 100% ต่อปี ย้ำแถมยังทำกำไรยาวนานถึงกว่า 10 ปีอีกด้วย สิ่งนี้เองทำให้เขาได้รับการกล่าวขานให้เป็น ตำนานของตำนาน! ของบรรดาเหล่านักเล่นหุ้นระยะสั้นสำหรับชาวอเมริกัน!

จอร์จ โซรอส (George Soros)

นักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายฮังการี เป็นนักวิเคราะห์ค่าเงิน นักลงทุนหุ้น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริษัท Soros Fund Management และสถาบัน Open Society Institute เดิมชื่อ จอร์จี ชวาร์ตซ์ (György Schwartz)

โซรอส มีฉายาว่า พ่อมดทางการเงิน เขาเป็นต้นแบบสำหรับคนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี โดยโซรอสออกจากบ้านเกิดที่ประเทศฮังการีแบบเสื่อผืนหมอนใบ เพื่อไปตายดาบหน้าในต่างประเทศ เมื่ออายุ 17 ปี ก่อนเริ่มต้นทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้า อดทน จนสามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ก่อนกำหนด และเมื่อย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกา โซรอสได้ทุ่มเททำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ศึกษาวิชาของเขาอย่างแตกฉาน จนสามารถตั้งทฤษฎีใหม่เป็นของตัวเองได้ ทฤษฎีของเขาคงมีส่วนถูกต้อง มันจึงทำให้เขาได้รับผลสำเร็จทางการเงินอย่างใหญ่หลวง นอกจากนี้ เขายังเคยเป็นสมาชิกในคณะกรรมการของ Council on Foreign Relations และยังเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง Center for American Progress

George Soros

ปัจจุบัน โซรอส ก็ยังคงมีตัวแทนในคณะกรรมการอยู่ แม้ว่าตัวเขาเองจะคิดว่าเป็นการกล่าวชมยกยอกันมากเกินไป แต่ชาวรัสเซียและชาวตะวันตกก็มองว่าการสนับสนุนทางการเงินและการจัดการของเขา เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ Georgia’s Rose ประสบความสำเร็จในสหรัฐอเมริกา

ในด้านกลยุทธ์การลงทุนของโซรอสนั้น เขาจะเน้นไปที่การทำกำไรระยะสั้น หาผลตอบแทนในทุกรูปแบบจากตลาด (Absolute Return) ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ค่าเงิน หรือสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ทั้งนี้ คำว่า สั้น ของโซรอสนั้น ก็อาจกินเวลาเป็นเดือน หรือเป็นปี ขึ้นอยู่กับหุ้นแต่ละชนิดนอกจากนี้เขายังเคยทำนาย การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอเมริกาไว้ล่วงหน้าจากการวิเคราะห์ของเขาเอง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็คือ พิษวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ที่แม้แต่กระทั่งตัวเขาก็เกือบเอาตัวไม่รอดเช่นกัน

นิตยสาร ฟอร์บส์ ได้จัดให้ จอร์จ โซรอส อยู่ในอันดับที่ 35 ของบุคคลที่รวยที่สุดในโลก มีทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขาได้บริจาคเงิน 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อการกุศลตั้งแต่ ค.ศ. 1979 เป็นต้นมา นอกจากนี้ โซรอส เองก็เคยปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ของไทยในช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งอีกด้วย!


ก็ครบกันไปแล้ว กับ 5 สุดยอด เซียนหุ้นแถวหน้าระดับโลก จะเห็นได้ว่าชีวิตของแต่ละคนก็ล้วนผ่านอะไรมาเยอะแยะ แน่นอนว่าพวกเขาเหล่านี้คงไม่สามารถร่ำรวยได้อย่างแน่นอน หากท้อแท้ ถอยหลัง ไปเสียก่อน

ได้อ่านประวัติกันไปแล้ว ก็อย่าลืมนำมาปรับใช้ นำมาเป็นแรงบันดาลใจดีๆ ให้กับชีวิตด้วยละ!

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

วิธีการสมัคร Exness

วิธีการฝากเงินเข้า Exness

วิธีการถอนเงินออกจาก Exness

วิธีการเปิดบัญชี Demo ทดลองเทรด

วิธีการติดตั้งโปรแกรมเทรด MT4 Exness

วิธีเลือกเล่นหุ้นไทยผ่านโบรกเกอร์ Exness

ขอคำแนะนำสำหรับ นศ. ที่อยากทดลองเล่นหุ้นหน่อยคะ

คำถามและคำตอบเกี่ยวกับการเล่นหุ้นจากพันทิป

ขอคำแนะนำสำหรับ นศ. ที่อยากทดลองเล่นหุ้นหน่อยคะ

กระทู้คำถาม

คือหนูยังเป็นนักศึกษาที่ไม่สามารถหารายได้เองได้ อยู่คะ…พอดีได้เรียนวิชาที่อาจารย์สอนเล่นหุ้น จึงเกิดความสนใจคะ

อยากทราบว่าต้องมีเงินมากเท่าไหร่คะ จึงจะเริ่มต้นเล่นหุ้นได้…ไม่ได้หวังว่าจะรวยได้มากมายอะไรขนาดนั้นค่ะ เพราะความสามารถยังไม่มากขนาดนั้น…แค่ประมาณว่า ลงทุนไป 2000 ได้กำไรซัก 500 ก็พอใจแล้วอะไรประมาณนี้คะ

แค่อยากหารายได้พิเศษมาซื้อของใช้เองบ้าง โดยไม่รบกวนพ่อแม่น่ะคะ แต่ไม่สามารถไปทำงานพิเศษอื่นๆ ได้เนื่องจากทางบ้านไม่สนับสนุน

และอยากทราบว่าการเริ่มต้นเล่นหุ้นนี่ต้องทำอะไรบ้างคะ (อาจารย์สอนแค่โปรแกรมน่ะคะ)

และสุดท้ายด้วยเงินทุนที่น้อยควรเล่นหุ้นไหมคะ หรือว่ารอมีงานทำ แล้วมีเงินเยอะๆ ก่อนดีกว่า

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบนะคะ…ขอบคุณมากคะ

ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเล่นหุ้นจากสมาชิกพันทิป
ความคิดเห็นที่ 1
เล่นหุ้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
500 จาก 2000 คือ 25%มีโอกาสได้กำไร ก็มีโอกาสขาดทุนเช่นกัน

ความคิดเห็นที่ 2
ผมก็นักศึกษาคนนึงครับ ถ้ามีประมาณ 2,000 บ. เอามาลงทุนมันไม่ค่อยได้อะไรมากครับ
อยากให้ซื้อหนังสือมาอ่านก่อนครับ “เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก” สำนักพิมพ์ Think Beyond อ่านเข้าใจง่ายครับ
แล้วก็ศึกษาเพิ่มเรื่อยๆ หรือทดลองเล่นหุ้นจากโปรแกรมจำลอง Click2Win เพื่อฝึกก่อนได้ครับ
ระหว่างนี้มีเงินก็ซื้อหนังสืออ่านเพิ่ม ถ้าไม่สะดวกออกไปทำงานพิเศษนอกบ้าน หาสินค้ามาขายทางอินเตอร์เน็ตก่อนก็ได้ครับ สะสมเงินไปเรื่อยๆ
สัก 10,000 – 20,000 บ. แล้วค่อยมาลงสนามจริง ถ้าไม่รีบร้อนไว้ทำงานมีเงินเดือน ค่อยเอาเงินเย็นมาลงทุนก็ได้ครับ
ความคิดเห็นที่ 3

หาความรู้ แล้วก็ทำความเข้าใจด้วยนะครับว่า การลงทุน มีความเสี่ยง

มันไม่ได้สวยงามขนาดที่ว่า เล่นยังไงก็ได้หรอกนะครับ

ความคิดเห็นที่ 4
ใช้เงิน 2,000 เล่นหุ้น บางโบรกเกอร์เค้ามีขั้นต่ำเช่น ค่าคอม 50 บาท ลงทุนขั้นต่ำ 20,000 บาท ถ้าลงทุน 2,000 บาท ก็ต้องเสียค่าซื้อ และขายในวันนั้น 50 บาท ครับ ซึ่ง เอาประสบการณ์มหาวิทยาลัย  ตอนนั้นคิดเหมือนกันว่าอยากรวย ขอวันละ 500-1000 บาทก็พอแล้ว แต่ตามธรรมชาติ มันไม่มีอะไรที่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าง่ายคนทั้งประเทศไทยคงออกมาเทรดหุ้นหมด อย่าลืมนะครับ ต้นทุน 2,000 บาท ได้ 500 บาท นี้เยอะมากๆ ถ้าทุกคนได้ๆๆๆ แล้วน้องคิดว่าใครเสียเงินอ่ะครับ  เพราะเงินที่อยู่ในตลาดคือเงินของคนหลายๆ คนเอามารวมๆ กัน มันไม่ใช่ตลาดแจกเงินนะครับ  แต่การลงทุนหุ้น  หากมองเป็นธุรกิจเราสามารถได้เงินในรูปปันผล ถ้าน้องลง 2,000 บาท 1 ปีก็ได้ 200 บาท นั้นหมายถึงน้องต้องไปหาเงินมาสะสม นะครับ เช่น การสอนพิเศษ  การขายของตลาดนัด  เก็บออมเงิน  ใช้จ่ายประหยัด แต่น้องเข้าตลาดหุ้นเพื่อ หาเงินไปใช้จ่ายมันก็ผิดตั้งแต่แรก แล้วครับ
ความคิดเห็นที่ 5
การลงทุนมีความเสี่ยงโปรดศึกษารายละเอียดก่อนลงทุน
กำไร 25% ถ้าเข้าตลาดกระทิง+เป็นหุ้นที่ราคาถูกๆ(+หุ้นปั่น) ทำได้
แต่ตอนนี้เป็นตลาดหมี ถ้าเข้ามาแบบมือใหม่อาจได้จ่ายค่าครู How to ติดดอยเม่าติดดอย หรือ How to cut lossเม่าคัทลอส
ทุน 2000 อาจจะเหลือ 1200 อันนี้พูดจริงไม่ได้โจ้กเม่าฝนตกคำแนะนำ
1.ไปอ่านหนังสือ เลือกหุ้นให้เป็น พื้นฐานดี ราคาย่อมเยาซึ่งตอนนี้กำลังถูกแกรนด์เซลกันอยู่ หรือถ้าจะเอาดีทางเทคนิกดูกราฟ ก็ไปหาตำหรับตำรามาอ่านก่อน
2.อย่าคิดว่าบทเรียนดอยหรือคัทไม่ดี เป็นประสบการณ์ได้เรียนรู้ตลาด ได้ฝึกจิตใจ โดยส่วนตัวเริ่มจากพอร์ตน้อยๆก่อนดีกว่า  เพื่อเก็บความรู้ในสนามจริงไปเรื่อยๆ กำหนดเป้าหมายจากเล็กๆก่อน
3.เลือกที่ไม่มีขั้นต่ำในการเทรด ได้แก่ BLS TISCO
4.หากสงสัยลองค้นกระทู้เก่ามาอ่าน อย่าเพิ่งรีบตั้งกระทู้เด้อ

ความคิดเห็นที่ 6
ถ้าน้องไม่เห้นภาพ จะลองเอาประสบการณ์ธรรมดาๆ มาเล่า  สมัยก่อนพี่เรียน ปี 2 มหาลัยแห่งหนึ่ง พี่ได้อ่านหนังสือการลงทุน 1 เล่ม ก้ชอบ และอยากลองเล่นหุ้น แต่พี่ดีที่เข้าใจหลักการลงทุนตั้งแต่แรกเริ่ม จากพี่ชาย และลุงขายอุปกรณ์ก่อสร้าง เค้าบอกอาตี๋ ถ้าลื้ออยากรวย บลาๆๆๆๆๆๆๆ ยาวตัดทิ้ง ใจความมันอยู่ที่ การทบต้นของผลตอบแทน   การซื้อหุ้น เหมือนการปลูกต้นไม้ รอเก็บเกี่ยวผล หรือการเลี้ยงไก่ เพื่อนำไข่มาทาน หรือขาย เพื่อนำเงินไปซ์้อไก่มาเลี้ยงเพิ่ม หาก ซื้อไก่มา 2 ตัว มีไข่ 2 ฟอง เอาไข่ไปขาย ซื้อไก่เพิ่ม เป็น 4 ไข่จะออกมาอีก 4 เพิ่มไปเรื่อยๆ แบ่งตัวไปเรื่อยๆ เราจะสามารถร่ำรวย ขอแค่ช่วงที่น้องยังสามารถ ศึกษา ควรแบ่งเวลา และมุ่งเน้นกับการเรียน มากกว่าหาเงินจะดีมากเพราะถ้าน้องหางานได้รายได้ก็สุง นำมาลงทุนต่อ บลาๆๆๆ         ตอนปี 2 มีเงินไม่ถึง 500 บาท แต่รู้จักหุ้น ที่บ้านมีธุรกิจพ่อแม่ พอมีฐานะ แต่พี่ขอเงินไปมหาลัยวันละ 100 บาท เริ่มเก็บเงิน จนมี 1,000 บาท เอาไปซื้อ กระดานเล็กๆ กับคู่มือสอนเด็กมัธยม ทำใบประกาศ ไปติดตามโรงเรียน สอนเป็น ชม รายได้ดีมาก สอนทุกเย็น เสาร์อาทิตย์ เหนื่อยมาก หลายปี จนได้เงินมา 14,000 บาท โดยประมาณ นำไปซื้อหุ้น ตอนนั้น CPALL ดังมากตัวละ 7 บาท ซ์้อไป แล้วไม่ค่อยได้ตามอีกเลย เน้นสอบ อ่านหนังสือ คอยติดตามห่างๆ เพิ่งขายไปปีที่แล้วก็ได้มาอยู่ 70,000 บาท กำไร แต่ในช่วงที่เรียนลงทุนหลายอย่าง เช่นการทำไร่ ขายหมูปิ้ง ทำงาน 7-11 ร้าน VCD เช็ดแผ่น บลาๆๆ แต่ไม่เคยคิดเล่นหุ้นแล้วรวยสักที
ความคิดเห็นที่ 7
มุมผมนะ ผมว่าน้องลงสนามมาเลย คิดว่าซื้อวิชาครับ 2000 ไม่แพง แต่อย่าเพิ่มเงินลงทุนนะครับ เข้ามาบริหารเงิน 2000 นี้เงินจริงเจ็บจริง
เพราะตลาดขาลงนี้ยากยิ่งนัก แต่มันก็เป็นครูชั้นยอดให้เราครับ
ถ้าเป็นตลาดขาขึ้นแบบหลับตาเล่นยังชนะมันจะทำให้เราประมาทครับ
ความคิดเห็นที่ 8

2000 มีโบรค ที่ไหนเปิด จะไปเปิดด้วย

ว่าแต่ 2000 ถ้าไปโบรคผิด ค่าคอมก็กินกำไรหมดแล้ว

ความคิดเห็นที่ 9
ทดลองเล่นหุ้น Click2Win เลยครับ
ความคิดเห็นที่ 10
แค่ 5000 ก็เล่นได้ครับ
ความคิดเห็นที่ 11

เล่น ซื้อๆ ขายๆ 10 วัน ก็ค่าธรรมเนียม 500 แล้วนะ

แล้วไหนล่ะกำไรของหนู

ความคิดเห็นที่ 12
หัดซื้อกองทุนก่อนดีมั๊ยครับ พอเป็นและเข้าใจมากขึ้น ค่อยขยับขึ้นไปเทรดหุ้นเอง
ความคิดเห็นที่ 13
ไม่รุ้อาจารย์สอนอะไรมา ลองไปใหม่ให้ละเอียดนะครับ ยังเข้าใจผิดไปเยอะเลย
ความคิดเห็นที่ 14
ใช่ครับ วิธีชนะตลาดง่ายอย่างที่อาจารย์บอกนั่นแหละ
ซื้อถูกขายแพงแต่วิธีที่จะรู้ว่าราคาไหนถูก ราคาไหนแพง ซึ่งมันเป็นความสามารถ
เฉพาะตัวครับ และค่อนข้างยากในการประเมิน

ส่วนที่เจ๊งๆกัน พวกนี้ไม่รู้ว่าถูกหรือแพงรู้แต่ใช้อารมณ์ ในตลาดหุ้น
ถ้าปล่อยให้อารมณ์มาชี้นำ รอเจ๊งได่เลยครับ

แบ่งเงินสัก 500 ไปซื้อหนังสืออ่านครับ
ส่วนหนังสือที่ดี เดินเข้าร้านหนังสือ มองแปปเดียวพอรู้ไดัเลยครับ เล่มไหนดี

หนังสือที่ชื่อหนังสือมีคำว่า รวย ง่าย เร็ว สบาย อะไรแบบนี้ไม่ต้องไปเปิดอ่าน เสียเวลา

เช่น รวยหุ้นง่ายๆ อะไรแบบนี้ยกตัวอย่างครับ บางเล่มมีคำดังกล่าวอาจจะดีครับ

ความคิดเห็นที่ 15

หลักการของตลาดหุ้นมันก็ง่านอย่างที่บอกแหละ   มีแค่การ ซื้อถูก  ไปขายแพงๆ

แต่คำถามคือ  เราจะรู้ได้ไงว่า  ตัวไหนถูก   ถูกในที่นี้ไม่ได้หมายถึงราคาต่ำๆ  แต่หมายถึง มูลค่าของหุ้น ณ ขณะนั้น

สรุปคือการคัดเลือกหุ้นที่ดีนั่นแหละ เป้นส่วนที่ยากที่สุด   เป็นความสามารถ และประสบการณ์  ให้อาจารย์สอนไม่ได้

ความคิดเห็นที่ 16

เตือนไว้ว่า

พอเข้าตลาดมาไม่มีใครออมมือให้ใครนะครับ
คุณกำลังอยู่ในตลาดเดียวกับกองทุนทั้งในและนอกประเทศ นักลงทุนมืออาชีพ
หมอ วิศวกร นักบัญชี นักเศรฐศาสตร์ นักบริหาร เจ้าของกิจการ 9ล9
คุณมีวิธีเอาเงินจากคนเหล่านี้ยังไงครับ

ความคิดเห็นที่ 17
ลงทุน ในกองทุนรวมดีกว่า
ความคิดเห็นที่ 18
ในฐานะที่ผมเป็นนักเรียนนะ เเล้วก็เล่นหุ้นมาประมาณ 1 ปี อยากเเนะนำครับ
ลองๆ ศึกษาดูก่อน หรือ เล่นจริงไปเลย เเต่เล่นน้อยๆ ไม่กี่พันพอครับ
เล่นตอนนี้จะได้ประสบการณ์เยอะเลย ช่วงนี้เล่นยาก แต่สนุกครับ
แต่อยากเตือนให้คิดอีกอย่างคือตลาดหุ้น ไม่ใช่ตู้กดเงิน
มีคนได้ ต้องมีคนเสีย
ฉะนั้น คิดดูครับ ว่าใครจะยอมเสียเงินให้เราง่ายๆ
ในเมื่อทุกคนเข้ามาเพราะจุดประสงค์เดียวกันคือ หาเงิน

are u ready for the war? lol

สรุปมีหลากหลายความคิดเห็นมากนะครับเป็นเพราะผู้คนปัจจุบันเริ่มหันมาสนใจและรู้จักการเล่นหุ้นกันมากขึ้นแล้วนะครับเอาเป็นว่าการลงทุนมีความเสี่ยงควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนแต่ท่านใดที่ตัดสินใจจะลงทุนแล้วแต่ยังไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี แนะนำให้สมัครและทำตามขั้นตอนด้านล่างนะครับสำหรับนักลงทุนมือใหม่ๆ

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย
คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

ก้าวแรกสู่การลงทุน เริ่มต้นเพียง 500 บาท

กสิกรไทย จับมือ บลจ.กสิกรไทย รุกตลาดกองทุนรวม ดันกองทุน K-MONEY
เจาะกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ ชูคอนเซ็ปต์ “ก้าวแรกสู่การลงทุน เริ่มต้นเพียง 500 บาท”

กสิกรไทย และ บลจ. กสิกรไทย ผนึกกำลังครั้งใหญ่ เปิดช่องให้ลงทุนกับกองทุน  K-MONEY ขั้นต่ำเพียง 500 บาท หวังขยายฐานลูกค้ารายย่อย
ที่อยากเริ่มต้นลงทุน ตั้งเป้ารั้งตำแหน่งกองทุนรวมตลาดเงินที่ใหญ่ที่สุด พร้อมตอกย้ำผู้นำกองทุนอันดับหนึ่งของประเทศไทย

 

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันลูกค้าจำนวนมากยังขาดความเข้าใจที่จะลงทุนในกองทุน โดยมองว่าการลงทุน
ในกองทุนรวมมีความเสี่ยงและใช้เงินลงทุนสูง ต้องใช้เวลาในการติดตามข้อมูล ดังนั้นธนาคารกสิกรไทย และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จึงได้ร่วมส่งเสริม
ให้ประชาชนลงทุนในกองทุนรวม โดยเริ่มจากกองทุน K-MONEY ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในเงินฝาก ตราสารหนี้ภาครัฐ เอกชนและสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ
ที่มีความมั่นคง จึงมีความเสี่ยงต่ำ โดยได้ลดวงเงินลงทุนขั้นต่ำเหลือเพียง 500 บาท จากเดิมที่ต้องลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น และ
มีโอกาสได้รับผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากประจำ แต่มีสภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา

นายปกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุน K-MONEY เหมาะสำหรับเป็นก้าวแรกสู่การลงทุนสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเห็นความสำคัญของการบริหารเงินออมและเงินลงทุนส่วนตัว
เมื่อมีประสบการณ์แล้ว ก็จะเห็นว่าการลงทุนเป็นเรื่องง่าย จึงมีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น ในอนาคตก็จะสามารถต่อยอดไปลงทุนในกองทุนอื่น ๆ ที่มีความซับซ้อนเพื่อให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นอีก นอกจากนี้ธนาคารกสิกรไทยยังมีบริการ K-Expert ที่พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนแบบมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือที่
จะเสริมสร้างความรู้เรื่องการเงินและการลงทุนให้กับผู้ลงทุนแบบครบวงจร

ด้านนายจงรัก รัตนเพียร ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า กองทุน K-MONEY เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการพักเงิน
หรือลงทุนในระยะสั้น และคาดหวังโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน โดยไม่ต้องเสียภาษี โดยกองทุน K-MONEY มีผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
ดีอย่างสม่ำเสมอและสามารถเอาชนะเกณฑ์มาตรฐานได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือน อยู่ที่ 2.08% ต่อปี และมีผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี
อยู่ที่ 2.50% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 57) นอกจากนี้กองทุน K-MONEY ยังจัดเป็นกองทุนในกลุ่มกองทุนตลาดเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ ณ วันที่ 29 ก.ค. 2557 อยู่ที่101,545.32 ล้านบาท

นายจงรัก กล่าวว่า ด้านมุมมองการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศจะมีความชัดเจนเรื่องการฟื้นตัวมากขึ้น หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองได้คลี่คลายลง และการที่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ามาบริหาร ซึ่งจะทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปได้มากขึ้น รวมถึงผลักดันโครงการลงทุนต่าง ๆ
ให้ดำเนินหน้าต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามคาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจจะยังไม่เร่งตัวสูงมากนัก ขณะที่แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของไทยเองยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
ผนวกกับการที่ธนาคารกลางในภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรป ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง จึงคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน
(กนง.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ทรงตัวต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้ ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อยตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ดังนั้นการเลือกลงทุนกับกองทุน K-MONEY จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่กำลังรอจังหวะลงทุนในตราสารอื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนที่สนใจสามารถลงทุนกับกองทุน K-MONEY ได้ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและขอรับหนังสือชี้ชวนเสนอขายได้ที่ ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา K-Contact Center 02-8888888 www.kasikornasset.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ KAsset Contact Center 0 2673 3888

 

เปรียบเทียบผลตอบแทนย้อนหลัง

กองทุน K-MONEY กับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ (%ต่อปี)

3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 3 ปี
K-MONEY 2.08% 2.18% 2.22% 2.50%
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำหลังหักภาษี* 1.11% 1.24% 1.44% 1.72%
เกณฑ์มาตรฐาน** 1.81% 1.92% 2.08% 2.44%

ที่มา : บลจ.กสิกรไทย ณ วันที่ 30 มิ.ย. 57

*อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือนเฉลี่ยของ ธ.กรุงเทพ ธ.กสิกรไทย และ ธ.ไทยพาณิชย์ สำหรับบุคคลธรรมดา วงเงิน 1 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิ.ย. 57 ย้อนหลัง
3 เดือน 6 เดือน 1 ปี และ 3 ปี หลังหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เทียบเป็นร้อยละต่อปี

**อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือนเฉลี่ยของ BBL, SCB, KBank (50%) กับ Total Return Index ของดัชนีตราสารหนี้เอกชนระยะสั้น Rating ผู้ออก A- ขึ้นไป
(40%) และดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารระยะเวลา 3 เดือน (USD) รวมกับ Average Credit Spread ของตราสาร ในระดับ A อายุ 3 เดือน ในช่วงระยะเวลาที่คำนวณ
ผลตอบแทน และปรับด้วยต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (10%) เอกสารวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมนี้ จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการวัดผล
การดำเนินงานของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน
กองทุน K-MONEY มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย
คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

เริ่มเล่นหุ้นจากเงิน 10,000 บาท

หุ้น เป็นอะไรที่ผมใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กว่าอยากจะเป็นนักเล่นหุ้น โดยที่ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ามันคืออะไรแต่ตอนนั้นรู้แค่เพียงอย่างเดี่ยวก็คือ คนเล่นหุ้นมักเป็นคนรวย แล้วเวลาก็ผ่านไปนานพอสมควร ตัวผมเองก็ยังไม่ได้เล่นหุ้นสักที่ก็ได้แต่เพียงมองดูตัวเลขที่หน้าจอทีวีวิ่งไปวิ่งมาว่ามันคืออะไรน๊าตัวเลขสีเขียว สีแดงสลับกันไปมา จนมาวันหนึ่งเพื่อนที่เล่นหนังสือด้วยกันสมัยมัธยมได้ไปทำงานเป็นโปรกเกอร์ที่บริษัทกรุงศรี ผมก็ไม่รีบรอช้าปรึกษาเพื่อนทันที่ว่าทำอย่างไรถึงจะเล่นหุ้นได้วะ เพื่อนก็บอกทันที่ว่าต้องมีเงินเดินบัญชีเพื่อไปขอเปิดบัญชีที่โปรกเกอร์ แล้วก็ต้องมีบัญชีสำหรับชำระค่าหุ้นหักบัญชี ผมก็ทำตามที่เพื่อนบอกทันที่ไม่นานผมก็สามารถชื้อหุ้นได้ แต่เดี๋ยวก่อนมันไม่ง่ายขนาดนั้นมันมีปัญหาใหม่เกิดขึ้นมาเรื่องมันมีอยู่ว่าแล้วผมจะซื้อหุ้นอะไรแล้วซื้อจำนวนเท่าไร ผมจะสรุปการซื้อขายหุ้นแบบง่ายให้เป็นข้อๆแล้วกัน

1. ขอเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกับโปรกเกอร์ (ต้องใช้เงินเดือนบัญชีและอื่นๆ)
2. ต้องมีบัญชีธนาคารสำหรับจ่ายเงินและรับเงินค่าหุ้น
3. เริ่มหาหุ้นที่เราต้องการจะซื้อ เช่น PTT,DTAC,TRUE เป็นต้น
4. จำนวนหุ้นที่จะซื้อขั้นต่ำคือ 100 หุ้น ยกตัวอย่าง
หุ้น PTT ราคาหุ้นละ 250 บ. ก็ต้องซื้อขั้นต่ำคือ 250 บ. * 100 หุ้น ก็จะเท่ากับ  25,000 บ. และต้องจ่ายค่าธรรมเนียบการซื้อขายต่อวันวันละ 50 บาท + ค่าคอมมิสชันอีก 0.25 % ของราคาหุ้น เป็นต้น

เรามาเริ่มหาหุ้นกันดีกว่าว่าจะซื้อหุ้นอะไรกันดี หุ้นตัวแรกที่ผมซื้อคือหุ้น KTB บ้างคนที่เล่นหุ้นอยู่แล้วจะรุ้จักกันดีว่าคือหุ้นอะไรแต่สำหรับคนที่ไม่ได้เล่นหุ้นก็จะคุ้นๆว่าชื่อคล้ายๆกับตัวย่อของธนาคารกรุงไทย ใช่แล้วครับคือหุ้นของธนาคารกรุงไทยนั้นเอง และเหตุผลที่ผมเลือกหุ้นตัวนี้ก็เพราะว่าเป็นหุ้นที่มีราคาแค่เพียง 8.30 บ. ในขณะนั้น ซึ่งผมคิดว่าราคามันถูกดีถ้าเทียบกับหุ้น PTT ที่ราคาตัวละ 250 บ. ผมจึงตัดสินใจซื้อเป็นจำนวน 1,200 หุ้น เป็นเงิน 9,960 บ.(ด้วยเหตุผลว่าราคามันถูกกว่าหุ้นPTT) ซึ่งผมมาทราบในภายหลังว่าทำไมหุ้น KTB ถึงมีราคาถูกว่าเพราะPTTเป็นบริษัทที่โดนตีมูลค่าในอนาคตออกมาเผื่อไว้แล้วและเป็นหุ้นที่คนรู้จักกันดี กลับมาที่หุ้น KTB อีกครั้งหลังจากซื้อไปราคาของหุ้นก็ได้ขึ้นไปเรื่อยๆ ภายใน 2 อาทิตย์ ราคาหุ้นขึ้นไปเป็น 10.30 บ. ทำให้ผมได้กำไรอยุ่ประมาณ 2,400 บ. ขณะนั้นในใจผมยังไม่อยากขายอยากรอให้ราคามันขึ้นไปเรื่อย ผมจึงได้โทรหาเพื่อนที่เป็นโปรกเกอร์อีกที่ว่าจะขายดีไมเพื่อนก็บอกผมว่ากำไรแล้วก็ขายไปก่อน ผมจึงขายแล้วราคาหุ้นก็ขึ้นไปอีกถึงประมาณ 11 บ.แล้วราคาก็ปรับลดลงมาตามลำดับ ทำให้ผมรุ้ว่าการเล่นหุ้นนั้นถ้ามีกำไรแล้วอย่าโลภมากเพราะอาจจะขาดทุนได้ และต่อจากนั้นผมก็ได้ซื้อหุ้นอีกหลายตัวคือ BECL,CCET,WORK,NNCL โดยหุ้นชุดหลังที่ผมซื้อนั้นเลือกมาจากการดูเงินปันผลและบทวิเคราะห์จาก http://www.settrade.com/ แต่ก็ยังเข้าใจผิดอีกจากการดูเงินปันผลที่โชวร์ในหน้าเว็บเนื่องมาจากว่าเป็นเงินปันผลที่รวบจากทุกปีมาแสดงเป็นเปอร์เซ็น เพราะว่าหุ้นบางหุ้นไม่สามารถจ่ายปันผลได้เท่ากันทุกปี ก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทำให้ผมต้องศึกษาความรุ้เพิ่มเติมการเล่นหุ้นอีก ส่วนหุ้นชุดหลังที่ผมซื้อมานั้นผมจะเขียนให้อีกที่ใน BLOG ครั้งต่อไปว่าผมจะได้กำไรหรือขายทุน หรือเกิดอะไรบ้างหลังจากการซื้อหุ้นชุดหลังนี้ ติดตามกันนะครับ
สรุป หุ้นจะได้กำไรหรือขายทุนมาจาก 2 อย่างคือ
1. การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น
2. การได้รับปันผลจากหุ้น (คล้ายดอกเบี้ย)

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย
คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

ลงทุนหุ้นยาวแค่ไหน… ถึงจะพออุ่นใจได้ว่าไม่ขาดทุน

เคยสงสัยมั๊ยครับ ที่ว่าลงทุนหุ้นระยะยาวแล้วความเสี่ยงจะลดลง
แล้วต้องยาวแค่ไหนถึงจะพออุ่นใจ…  ว่าจะไม่ขาดทุน ?

คำถามนี้เป็นคำถามทำนายอนาคต ไม่มีใครบอกได้ชัวร์ 100% หรอกครับ
แต่ผมจะขอพาไปเรียนรู้จากอดีตแทน แนวคิดก็คือ ถ้าอดีตมันซ้ำรอยเดิม หรือใกล้เคียงเดิม
ข้อมูลตาม Infographic นี้คือสิ่งที่นักลงทุนหุ้นอาจต้องเจอครับ

ลงทุนหุ้นยาวแค่ไหน... ถึงจะพออุ่นใจได้ว่าไม่ขาดทุน

ภาพนี้แสดง “พิสัย” หรือ “Range” ของผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
โดยสมมติว่าเรากระจายซื้อหุ้นทั้งตลาดหุ้น ไม่ใช่แค่หุ้นไม่กี่ตัว
ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือ การลงทุนผ่านกองทุนที่เลียนแบบดัชนีนั่นเอง

พิสัยจะบอกถึง ผลตอบแทน “ค่าสูงสุด” และ “ค่าต่ำสุด”  พร้อมผลตอบแทน “ค่าเฉลี่ย” ที่เคยเกิดขึ้นจริง
ในอดีตช่วงปี 1976-2013 (หรือตั้งแต่เปิดตลาดหุ้นไทย)

และผมได้คำนวณ “โอกาสที่จะลงทุนแล้วขาดทุน” ให้ดูประกอบไปด้วย

สาระสำคัญใน Infographic นี้ก็คือ


ยิ่งเพิ่มระยะเวลาการลงทุนในหุ้นให้ยาวขึ้น จะเกิดปรากฎการณ์คือ

1) โอกาสที่จะลงทุนแล้วขาดทุนจะลดลง
2) โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงมากๆ ก็จะลดลง
3) โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนต่ำมากๆ ก็จะลดลงด้วยเช่นกัน


ผมจะพาอ่านกราฟเพื่อทำความเข้าใจไปด้วยกันนะครับ

ในกราฟแท่งที่ระบุว่า “ลงทุนเป็นเวลา 1 ปี” นั้น หมายถึงการซื้อหุ้นวันนี้ และในอีก 1 ปีข้างหน้าก็ขายหุ้นทิ้ง
จะพบว่าในอดีตที่ผ่านมา ถ้าเราลงทุนแบบนี้

ถ้าโชคดีจะมีโอกาสได้กำไรสูงสุดถึง 132.1%
แต่ถ้าโชคร้าย ก็อาจขาดทุนได้สูงสุดถึง -52.5%
และถ้าทำแบบนี้ซ้ำๆ กันหลายๆ ครั้ง จะมีโอกาสถึง 37 ใน 100 ครั้งที่เราจะลงทุนแล้วขาดทุน!

กราฟแท่งอื่นๆ ก็มีวิธีอ่านเหมือนกันครับ เช่น
ในกราฟแท่งที่ระบุว่า “ลงทุนเป็นเวลา 20 ปี” นั้น ก็คือการซื้อแล้วถือ 20 ปีแล้วขายเลย
จะพบว่ามีโอกาสได้กำไรสูงสุดถึง 20.8% ต่อปี แต่ถ้ากรณีเลวร้ายก็ไม่ถึงกับขาดทุน แต่จะได้กำไรแค่ 1.7% ต่อปี
ที่น่าสนใจคือ จะมีโอกาส 0 ครั้งใน 100 ครั้งที่ลงทุนแล้วจะขาดทุน
แปลก็คือ ในอดีตที่ผ่านมา

การลงทุน 20 ปีในหุ้นไทย ไม่เคยมีผลขาดทุน!


กลับมาที่คำถามที่ถามไว้ตอนต้น ว่า “ลงทุนยาวเท่าไรถึงจะอุ่นใจได้ว่าไม่ขาดทุน ?
คำตอบคงต้องอยู่ที่แต่ละท่านตีความข้อมูลใน Infographic นี้

แต่ในความเห็นของผม สำหรับผู้ออมเงินทั่วไป โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน
ผมคิดว่า “15 ปีขึ้นไป” คือคำตอบที่ผม “มั่นใจ” ครับ

ที่ผมคิดว่า 15 ปี ก็พอจะมั่นใจได้ ก็เพราะจากข้อมูลในกราฟการลงทุน 15 ปีนั้น
แม้จะยัง มีโอกาสขาดทุนมากที่สุดที่ -5.7% 
แต่ลองดูที่โอกาสขาดทุนนะครับ จะอยู่ที่เพียง “8 ใน 100 ครั้ง” เท่านั้นเอง

ซึ่งสำหรับมนุษย์เงินเดือนนั้น เราจะลงทุนหลายร้อยครั้งอยู่ครับ
เพราะปีหนึ่งๆ เราก็จะมีการลงทุนอย่างน้อยก็ 12 ครั้ง (12 เดือน)
ถ้าลงทุน 10 ปี ก็จะมีการลงทุนย่อยๆ 120 ครั้ง
ถ้าลงทุน 20 ปี ก็จะมีการลงทุนย่อยๆ 240 ครั้ง
ถ้าลงทุน 30 ปี ก็จะมีการลงทุนย่อยๆ ถึง 360 ครั้ง

ซึ่งถ้าโอกาสการขาดทุนอยู่ที่เพียง 8 ใน 100 ครั้ง
ก็จะมีเงินเพียงไม่กี่ก้อนเท่านั้นที่ลงทุนไปแล้วจะขาดทุนในอีก 15 ปีข้างหน้า

และกรณีที่ขาดทุนก็ขาดทุนสูงสุดเพียง 5-6%

ดังนั้น “เงินก้อนที่กำไรจะเยอะกว่ามาก และเพียงพอที่จะชดเชยผลขาดทุนของเงินไม่กี่ก้อนนั้นได้แน่ๆ

เพราะต้องอย่าลืมนะครับ เวลาที่เราขาดทุน เราขาดทุนเต็มที่ได้แค่เงินต้น คือ ขาดทุนได้ 100%

แต่ถ้ากำไร เช่น กำไรที่ค่าเฉลี่ยของการลงทุน 15 ปี คือ 10% ต่อปี
ถ้าทบต้นไป 15 ปีนี่ เงิน 100 บาทจะโตเป็น 418 บาทเลย
และผมว่ากำไร 318 บาท น่าจะพอชดเชยผลขาดทุนได้อยู่ครับ

นี่ก็เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวนะครับ ถ้าจะประเมินแบบระมัดระวัง (Conservative) กว่านั้น
จะลงทุน 20 ปี หรือ 25 ปีขึ้นไปก็ยิ่งจะรัดกุมขึ้นครับ


ข้อมูลนี้เอาไปใช้อะไรได้ ?

ข้อมูลนี้มันบอกว่า ถ้าท่านยังมีเวลาลงทุนที่ยาวพอการจะมีการลงทุนในหุ้นบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอย่างที่คิด

ถ้าท่านเป็นพนักงานเอกชนแล้วมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
กองทุนของท่านเป็น Employee’s Choice ที่ท่านสามารถเลือกแผนการลงทุนได้เองรึยัง ?
แล้วท่านเลือกอะไร ? น่าเพิ่มสัดส่วนหุ้นเข้าไปหน่อยหรือไม่ ?

ถ้าท่านเป็นข้าราชการ ซึ่งลงทุนผ่าน กบข. 
ท่านรู้หรือไม่ว่า ท่านสามารถเปลี่ยนแผนการลงทุนได้ แล้วท่านเลือกแผนอะไร ?

ถ้าท่านไม่มีสวัสดิการอะไร แต่เก็บออมเงิน ลงทุนเอง
ผ่าน LTF, RMF, กองทุนเปิดทั่วไป, ช่องทางการออมอื่นๆ ท่านคิดว่า ควรจะมีหุ้นเพิ่มหน่อยมั๊ย ?

การเพิ่มหุ้นเข้าไปนิดหน่อยในพอร์ตการลงทุนของท่าน
ดอกผลที่เพิ่มขึ้นนิดนึงนั้น ในระยะยาวจะมีผลอย่างมาก ต่อความเป็นอยู่ในวัยเกษียณนะครับ

ถ้าท่านเลือกไม่เสี่ยงวันนี้ ท่านอาจจะเสี่ยงมีไม่พอใช้วันหน้า

แต่ถ้าท่านเลือกจะเสี่ยงวันนี้ ท่านก็ต้องเข้าใจความเสี่ยง และรู้วิธีจัดการกับมัน
ซึ่งก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปด้วยกันได้ที่นี้ครับ

การลงทุนนั้น ไม่ต้องรู้ “เรื่องยากๆ” มากเกินไปก็ได้ ลงทุนแบบโง่ๆ ง่ายๆ

Keep it Simple and Stupid” ก็อาจได้ผลดีเหมือนกัน ^ ^


ข้อควรระวัง

1) อดีตนั้นอาจไม่ซ้ำรอยก็เป็นไปได้นะครับ
2) นี่เป็นข้อมูลของการลงทุนกระจายในหุ้นหลายตัว ไม่สามารถบอกได้นะครับ
ว่าถ้าถือหุ้นตัวเดียวระยะยาวๆ แล้วจะไม่ขาดทุน เพราะหุ้นบางตัว ถือไปไม่กี่ปีก็ล้มละลายก็มีครับ

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย
คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

ขอเน้นๆ ออมเดือนละ 500 อยากเกษียณมีเงินล้านต้องทำยังไง

พี่ๆ นั่งฟังมาตั้งนาน ขอเน้นๆ เลยได้มั๊ย
ผมเก็บเงินแบบที่พี่สอนไม่ไหว และฟังพี่ไม่ค่อยทัน แต่ผมเชื่อพี่!

ผมเก็บได้เต็มที่เดือนละ 500 อยากมีเงินล้านตอนเกษียณ ต้องทำยังไงบ้าง ?

โอเคไอ้น้อง… จัดไป พี่จะตอบให้สั้นที่สุด ทำตามนี้นะ


  1. ไปเปิดบัญชีกองทุนรวม สั่งให้ทุกเดือน เค้าหักเงินเรา 500 บาท
    ไปลงทุนในกองทุนหุ้น เอาที่ไม่จ่ายปันผล
  2. รอรับเงินล้านตอนเกษียณ… จบแล้ว

แค่นี้จิงดิพี่ !!!???

อ้าว…. สงสัยเหรอ ไหนบอกว่าอยากได้แบบสั้น ? อ่ะ อธิบายหน่อยนึงก็ได้

  1. หักออมก่อน น้องจะได้ออมทุกเดือน ไม่ไปลงกับอย่างอื่น
    แล้ว 500 นี้ ถ้าออมไม่ได้ ก็ไม่ต้องหวังจะรวยหรอก
    กินข้าว กินเหล้า กินกาแฟ ซื้อของ มันแพงกว่านี้
  2. น้องอายุแค่ 25-30 มีเวลาเยอะ
    อีกตั้ง 30-35 ปี จะเกษียณ ลงหุ้นได้ ยาวขนาดนั้น หุ้นไม่น่ากลัว

  3. ระยะยาวหุ้นไทยหวังผลตอบแทนได้ 10-12% 
    ถ้าเป็นกองเก่งๆ อาจได้มากกว่านั้นนิดหน่อย
    เงิน 500 ลงทุน 35 ปี
    คิดเป็นเงินทุน 500 x 12 x 35 = 210,000 บาท
    ถ้าได้ 10% เงินจะโตเป็น 1.9 ล้านบาท
    ถ้าได้ 12% เงินจะโตเป็น 3.2 ล้านบาทพอมั๊ย ? ทะลุล้านนะ!อ่ะ ถ้ามีเวลาแค่ 30 ปี คือทุน = 500 x 12 x 30 = 180,000 บาท
    ถ้าได้ 10% เงินจะโตเป็น 1.1 ล้านบาท
    ถ้าได้ 12% เงินจะโตเป็น 1.8 ล้านบาท

    ลดลงนิดหน่อย… ก็เราเจอกันช้าไป อยากได้เยอะ ก็เบิ้ลเงินเข้าไป!

    เลขมันมายังไง ไปโหลด App มากดเอา

  4. กองทุนหุ้น ลงทุนเดือนละ 500 บาทได้หายากหน่อย
    บางกองต้องเปิดครั้งแรกตามเกณฑ์ขั้นต่ำเค้าก่อน
    เช่น 1,000 บาท / 2,000 บาท / 5,000 บาท
    หลังจากนั้นสามารถซื้อยอดน้อยๆ ได้ยกตัวอย่างเช่นกองชื่อ TMB SET50
    เปิดครั้งแรก 1,000 บาท ครั้งต่อไปซื้อกี่บาทก็ได้
    หรืออีกกองคือ K-SET50 เปิดครั้งแรก 5,000 บาท ถ้าซื้อเป็นประจำขั้นต่ำ 500 บาทอยากเลือกกองได้มากกว่านี้ มี 2 วิธี1) เปลี่ยนเป็นซื้อรายไตรมาส ก็จะลงทุนครั้งละ 1,500 จะมีกองให้เลือกได้เยอะขึ้น
    2) ออมเพิ่มให้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ

    ต้องทำใจหน่อยนะ เพราะบริษัทส่วนใหญ่
    ยังไม่คิดว่าคนเงินน้อยจะออมยังไง เดือนละหลายพันบาท
    เค้าห่วงต้นทุนทำธุรกรรมเค้ามากกว่า

  5. ทำไมต้องเลือกกองไม่จ่ายปันผล
    เพราะเราต้องการให้เงินโตได้มากที่สุด
    ถ้าจ่ายปันผลออกมา เงินจะโตช้าลง เพราะไม่ถูกนำไปลงทุนต่อแบบทบต้

ลงทุนแบบนี้ เหมือนเป็นการปลูกเมล็ดพันธ์แห่งความร่ำรวย
คือได้สร้างวินัย และอุปนิสัยที่ดี แม้จะเริ่มจากเงินน้อย

ผมกล้าพูดได้ว่า ทำแบบนี้ไปซัก 2-3 ปี จะเกิดปรากฎการณ์พิเศษคือ

1) เริ่มอยากออมเพิ่ม และทำได้ด้วย
2) เริ่มอยากศึกษาเพิ่ม และศึกษาได้ดี เพราะมีประสบการณ์
3) พฤติกรรมด้านอื่นในชีวิตดีขึ้นด้วย เพราะเห็นค่าและโอกาสของเงิน

ดังนั้น… อย่าหมิ่นเงินน้อย
ลงทุนแค่ 500 ดีกว่า ศึกษาแต่ไม่ทำซักบาทนะครับ!

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย
คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images