PTT หุ้นอันดับ 1 ที่น่าผิดหวัง ?

ความรู้สึกของคนไทย ที่มีต่อ “ตลาดหุ้น” ช่างคละเคล้าไปด้วยอารมณ์กล้า ๆ กลัว ๆ

เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ !

  • ความกล้า เกิดขึ้นมาเพราะคนยุคนี้เริ่มฉลาดขึ้น พวกเขารู้แล้วว่า ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าดอกเบี้ยธนาคาร ที่สำคัญ ตลาดหุ้น ยังเป็นช่องทางเลือกในการสร้างรายได้ ให้กับคนที่ไม่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่พนักงานประจำ ฟรีแลนซ์ และแม้กระทั่ง ผู้เกษียณอายุ

 

  • ความกลัว เกิดขึ้นเพราะตลาดหุ้นมีความผันผวนมาก คนที่ขาดความเข้าใจจึงหวั่นเกรงว่า เงินเก็บที่หามาได้ทั้งชีวิต จะถูกทำลายย่อยยับไป จึงทำให้พวกเขารีรอที่จะเข้าสู่ตลาดหุ้น

 

บทความชิ้นนี้จึงถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือให้คนธรรมดาทั่วไป สามารถมองเห็น “เหตุผล” ที่ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความผันผวนได้ เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว พวกเราก็ย่อมสามารถเข้าสู่ตลาดหุ้นได้อย่างมั่นใจ และมีความสุขกับผลตอบแทนทางการเงินที่เพิ่มพูนขึ้น

 

credit by fxpips.com

credit Image by fxpips.com

 

เรามาเริ่มกันด้วยการวิเคราะห์หุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีชื่อย่อในตลาดหุ้นว่า PTT เพราะหุ้นตัวนี้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความผันผวนของราคาหุ้น จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นกรณีศึกษาในการเข้าใจความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของตลาดหุ้นได้

 

ประการแรก

เรามักถูกทำให้เชื่อว่า ราคาแรกเข้าตลาด (IPO) ของหุ้น PTT ที่ราคา 35 บาทนั้น มีราคาต่ำเกินจริง แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ก็คือ หลังจากที่หุ้นตัวนี้เข้ามาซื้อขายที่ตลาดหลักทรัพย์ ในเวลา 4-5 เดือนแรก เรายังสามารถซื้อหุ้นตัวนี้ได้ที่ราคาระหว่าง 31-34 บาท

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ชี้ให้เห็นบทเรียนในตลาดหุ้นว่า คนธรรมดาทั่วไป ก็สามารถเข้าซื้อหุ้นดี ๆ ในราคาถูกได้ แต่ที่น่าเศร้าก็คือ จะมีรายย่อยสักกี่คนที่มีความอดทนในการถือหุ้นตัวนี้จนกระทั่งมันขึ้นไปที่ราคา 190 บาท เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 หรือภายหลังจากที่หุ้น PTT ได้เข้าสู่ตลาดไปแล้ว 2 ปีกว่า

สรุป ก็คือ แม้แต่หุ้นที่คนเชื่อว่าดี และมีราคาถูกเกินจริง ก็ยังต้องใช้เวลาในการสะสมตัวเอง ก่อนที่จะพุ่งทะยานขึ้นไป

แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น เราจะเห็นว่า ในช่วง 2 ปีแรก ที่คนส่วนใหญ่มองว่าหุ้น PTT มีราคาต่ำกว่าความเป็นจริงนั้น ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าไปเก็บหุ้นตัวนี้กัน ซึ่งหากนักลงทุนรายใหญ่ซึ่งมีเงินมาก และสามารถทำให้ราคาซื้อขายสูงขึ้นไปได้ ตัดสินใจลากหุ้นตัวนี้ขึ้นไปที่ราคา 190 บาท ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่หุ้น PTT เข้าซื้อขาย ก็ย่อมทำให้นักลงทุนรายย่อยได้กำไรกันมากมาย ในขณะที่ตนเองไม่ได้อะไรมากนัก เพราะหุ้นจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในมือรายย่อย

ดังนั้น ทางเลือกที่ฉลาดกว่า คือ นักลงทุนรายใหญ่ควรจะปล่อยให้ราคานิ่งอยู่ตรงนี้นาน ๆ ทำให้รายย่อยเริ่มหมดความอดทนที่จะถือหุ้น เพราะรู้สึกว่าหุ้นนี้อาจไม่ดีอย่างที่คิด

เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 ปี จนกระทั่งนักลงทุนรายย่อยเลิกสนใจหุ้น PTT ในขณะที่นักลงทุนรายใหญ่สามารถกว้านซื้อหุ้นตัวนี้ได้มากพอ ก็ย่อมถึงเวลาที่หุ้นตัวนี้จะขึ้นไปที่ราคา 190 บาทแล้ว

 

ประการที่สอง

ในปลายปี 2550 เมื่อราคาน้ำมันกำลังจะพุ่งทะลุไปที่ 100 เหรียญ/บาร์เรล เราก็ถูกทำให้เชื่อกันว่า หุ้น PTT ที่ราคา 400 บาทนั้น สมเหตุสมผล และอาจจะขึ้นไปถึง 500 บาทแต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงดวงดาว โดยยังเคยตกลงไปถึงที่ราคาประมาณ 140 บาท และเมื่อผ่านมา 7 ปีกว่าแล้ว ราคาหุ้น PTT ก็ยังฟื้นตัวมาได้ที่ประมาณ 350 บาทเท่านั้น

นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ “เมื่อคนส่วนใหญ่เชื่อว่าหุ้น PTT น่าสนใจเข้าซื้อ ราคาหุ้น PTT ก็จะถล่มลงมา”

แน่นอนว่า  ผลประกอบการของ PTT ในช่วงที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นขนาดนี้ ย่อมออกมาดีอย่างแน่นอน แต่ทว่า ราคาหุ้น PTT ที่ราคา 400 บาทได้สะท้อนความดีนั้นไปหมดแล้ว

พูดง่าย ๆ ก็คือ ราคา PTT มีราคาสูงเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง

นักลงทุนที่เผลอใจเข้าไปซื้อหุ้น PTT ในช่วงนี้ ส่วนใหญ่แล้วก็ต้องเจ็าบตัวกลับไป

 

credit by business2community.com

credit Image by business2community.com

ประการที่สาม

ในปี 2558 ที่ราคาน้ำมันลดต่ำลงในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ผลประกอบการของ PTT ย่ำแย่ลงนั้น ราคาหุ้นของ PTT ก็ยังสามารถเลี้ยงตัวอยู่ได้ที่ 300-320 บาท และสามารถดีดกลับไปได้ที่ราคา 360-380 บาท ซึ่งหากนักลงทุนกล้าเข้าไปซื้อไว้ ก็จะได้กำไรประมาณ 10-20 % โดยใช้เวลาไม่ถึง 6 เดือนเลย

แน่นอนว่า ไม่ใช่หุ้นทุกตัวที่มีผลประกอบการไม่ดีแล้ว ราคาหุ้นจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้แบบ PTT

แต่กรณีของ PTT เป็นสิ่งที่น่าศึกษา เพราะทุกคนรู้ว่า PTT เป็นบริษัทที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยมีการกระจายความเสี่ยงของบริษัทเป็นอย่างดี ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันมากเกินไป อีกทั้งยังมีการรุกเข้าไปในธุรกิจค้าปลีกในนามของบริษัทกาแฟ Amazon ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

หากทว่า ราคาหุ้นของ PTT ก็ยังคงผันผวน และส่วนใหญ่มักจะตรงข้ามกับความรู้สึกของนักลงทุนรายย่อยในช่วงเวลานั้น

 

นักลงทุนหน้าใหม่ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น จึงต้องเข้าใจ “สัจธรรม” หรือ “มายา” ในตลาดหุ้นตรงนี้ให้ดี ก่อนที่จะเข้าสู่สนามการลงทุนที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสุดหฤโหด

ที่สำคัญ นักลงทุนจะต้องไม่คิดเอาเองว่า ตลาดหุ้นนั้นง่าย เพียงแค่ทำตรงข้ามกับความเห็นส่วนใหญ่ เราก็จะสามารถได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ

เพราะหลายครั้งที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าคนส่วนใหญ่กำลังซื้อหรือขายหุ้นตัวไหน

ตัวอย่างที่ชัดเจน ก็คือ กรณีของหุ้น PTT ก่อนที่จะวิ่งขึ้นไปที่ 190 บาทนั้น ก็ต้องผ่านช่วงเวลา 2-3 ปีภายหลังจากเริ่มเข้าซื้อขายในตลาด (IPO) เรียกว่าต้องทำให้รายย่อยเบื่อกันไปก่อน

credit by tradingblog.optionfx.com

credit Image by tradingblog.optionfx.com

แล้วเราจะเข้าไปตอนไหน เราจะรู้ได้อย่างไร

หากรอให้หุ้นวิ่งขึ้นไปแล้ว เราก็คงไม่กล้าซื้อตามเข้าไป เพราะหลายครั้งเวลาเราซื้อตาม มันก็มักจะถล่มลงมา

ยิ่งกว่านั้น PTT ยังเป็นหุ้นตัวใหญ่ในตลาด พฤติกรรมจึงมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นธรรมดาทั่วไป ทำให้นักลงทุนจับทิศทางได้ง่ายกว่า แต่การนำไปประยุกต์ใช้กับหุ้นตัวอื่น ก็จะต้องมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้น

เราจึงต้องศึกษามายาตลาดหุ้น ให้ลึกกว่านี้ในบทความชิ้นต่อไป

 

สิ่งที่อยากทิ้งท้ายไว้ในบทความชิ้นนี้ ก็คือ ราคาหุ้นของ PTT นิ่งอยู่ที่ประมาณ 300 บาทมาหลายปีแล้ว ถึงแม้จะมีราคาสูงหรือต่ำกว่านี้ไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ยอมไปไหนสักที

นั่นหมายความว่า นักลงทุนที่เข้าไปซื้อหุ้น PTT ในจุดสูงสุดที่ราคาประมาณ 400-440 เมื่อหลายปีก่อน ก็ย่อมจะรู้สึกเบื่อหน่ายกับความอึดช้าของหุ้นตัวนี้

ที่สำคัญ ก็คือ ในยามที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) พุ่งสูงขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา ก็มักจะถูกนำโดยหุ้นในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น KBANK หรือ SCB

อย่างไรก็ตาม ในรอบที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มธนาคารเริ่มที่จะแผ่วลง ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานได้เริ่มแสดงอาการที่คึกคะนองออกมาให้เห็นบ้างแล้ว

ดังนั้น จึงน่าจะถึงเวลาของหุ้น PTT ที่จะฟื้นตัวกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ภายในเวลาไม่เกิน 1 ปีนับจากนี้

 

แน่นอนว่า หุ้นตัวใหญ่ระดับ PTT เราจะหวังให้สร้างผลตอบแทน 200-300 % คงจะเป็นเรื่องยาก แต่การเข้าซื้อที่ระดับราคา 300-330 เพื่อหวังไปขายที่ราคา 370-420 ก็ยังมีหวังไม่ใช่น้อย ใครจะเล่นแบบเป็นรอบ โดยกำไรเพียง 10-20% แต่กำไรปีละหลายครั้ง หรือจะรอเล่นรอบใหญ่ กำไร 30-50 % แต่นาน ๆ ครั้ง ก็ตามแต่ความสะดวกและใจสมัคร

 

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

วิธีการสมัคร Exness

วิธีการฝากเงินเข้า Exness

วิธีการถอนเงินออกจาก Exness

วิธีการเปิดบัญชี Demo ทดลองเทรด

วิธีการติดตั้งโปรแกรมเทรด MT4 Exness

วิธีเลือกเล่นหุ้นไทยผ่านโบรกเกอร์ Exness

เงินก้อนแรก 500,000 บาท เล่นหุ้น 4 ปี วันนี้เขามีพอร์ตแล้ว 50 ล้าน

จากกรุงเทพธุรกิจ

จากเงินก้อนแรก 500,000 บาท เล่นหุ้น 4 ปี วันนี้เขามีพอร์ตแล้ว 50 ล้าน ชายหนุ่มวัย32 ?โนเนม? แต่ไม่ ?โนวิชั่น? สง่า ตั้งจันสิริ ?

แท้ที่จริงตระกูลตั้งจันสิริ ไม่ใช่โนบอดี้ในวงการธุรกิจ ทายาทหนุ่มวัย 32 ปี อาสาพาไปรู้จักเคล็ดลับความสำเร็จของตัวเอง ที่วันนี้มีพอร์ตเล่นหุ้นเป็นตัวเป็นตนแล้ว 50 ล้านบาท แม้ไม่มากแต่ถ้าดูจากจุดเริ่มต้นที่ 5 แสนบาทกับระยะเวลาเพียง 4 ปี หนุ่มคนนี้ถือว่าฝีมือ ?ไม่ธรรมดา?

สง่า ตั้งจันสิริ มีพื้นฐานครอบครัวอยู่ในระดับเศรษฐีของเมืองไทย บางคนอาจจะคุ้นๆกับนามสกุล ?ตั้งจันสิริ? กับ ?จันศิริ? ใน บมจ.ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือ ทียูเอฟ ใช่เลย! เขาเป็นหลานชาย ไกรสร จันศิริ ประธานกรรมการ และผู้ก่อตั้งทียูเอฟ บริษัทผู้ส่งออกปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ระดับโลก และมีศักดิ์เป็นญาติผู้น้อง ธีรพงศ์ จันศิริ ซีอีโอทียูเอฟ ปัจจุบันสง่านั่งแท่นบริหารบริษัทโบรกเกอร์ประกันภัยของตัวเอง ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจครอบครัว และรักการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นชีวิตจิตใจ

?ตกลงครับ..แต่พอร์ตผมไม่ได้ใหญ่มากเท่าไรนะ ไม่รู้จะน่าสนใจหรือเปล่า? ชายหนุ่มวัย 32 ปี ยอมเปิดตัวกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek เรานัดหมายกับเขาที่ร้านกาแฟใต้อาคารเอสเอ็ม ทาวเวอร์ ย่านสนามเป้า โดยมี ?ก๋อย? ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ เซียนหุ้นร้อยล้าน ?หลานชาย? ชนะชัย ลีนะบรรจง เป็นคนชักนำ

?นิด? ชื่อเล่นของสง่า เพียงกาแฟแก้วแรกหย่อนวางลงบนโต๊ะนิดก็รีบออกตัวก่อนว่า ?หุ้นทุกตัวที่ผมไปลงทุนไม่เกี่ยวอะไรกับธุรกิจครอบครัวแม้แต่น้อยเป็นเพียงการลงทุนส่วนตัว?

นิดบอกว่า แม้จะเติบโตมากับธุรกิจอาหารทะเลของครอบครัวตั้งแต่เด็ก แต่ขอเลือกที่จะเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจของตัวเอง หลังจบปริญญาตรีที่เอแบคด้านประกันภัยก็มาเปิดบริษัทโบรกเกอร์ประกันภัยซึ่งบริหารมาแล้ว 8 ปี และยังร่วมลงขันกับเพื่อนขายเครื่องมือแพทย์ ธุรกิจรับสแกนหนังสือ และมีร้านกาแฟของตัวเอง

ก้าวแรกในตลาดหุ้นของสง่า เพิ่งเริ่มเมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา โดยเข้ามาในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังบูมตอนนั้นคือ ?อยากลอง? และได้รู้จักกับผู้ใหญ่ในวงการหลักทรัพย์แนะนำให้ลองลงทุนดูบอกว่าดีกว่าเงินฝาก โดยปัจจุบันมีพอร์ตลงทุนอยู่ที่ บล.เคที ซีมิโก้ เป็นหลัก

สำหรับเงินลงทุนก้อนแรก นิดเล่าว่าเริ่มจากเงิน 500,000 บาท เริ่มนับหนึ่งจากหุ้นบลูชิพพิมพ์นิยมอย่าง BANPU, PTT, PTTEP และแน่นอนต้องมี TUF ด้วยเพราะเป็นธุรกิจของครอบครัว โดยมี ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ ?เพื่อนซี้? ที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ป.1 เป็นที่ปรึกษา และทุกวันนี้หัวข้อหลักในการสนทนาระหว่างเพื่อนก็คือเรื่องหุ้นที่ฝังอยู่ในสายเลือดโดยไม่รู้ตัว

วิธีการลงทุนของเซียนหุ้นรายนี้ เขาจะแบ่งพอร์ตลงทุนออกเป็น ?สามส่วน? คือ สั้น-กลาง-ยาว ถ้าเป็นหุ้นบลูชิพชั้นดี ?เกรดเอ? ถ้าถือต้นทุนต่ำก็จะถือยาว 2-3 ปี โดยจะดูที่ Dividend Yield ถ้าอยู่ประมาณ 5-6% ก็จะถือไว้กินปันผล ส่วนหุ้น TUF จะไม่แตะ (ขาย) เลยเพราะปันผลดีมาก อีกตัวที่ชอบคือ CSL ที่ทำธุรกิจเป็นเงินสดแถมจ่ายปันผลดีปีละ 2-3 ครั้ง

ส่วนพอร์ต ?ระยะกลาง? จะเน้นหุ้นกลุ่มแบงก์กับอสังหาริมทรัพย์ ถ้าเป็นพอร์ต ?ระยะสั้น? จะเน้นเล่นหุ้นหวือหวาโดยจะ ?เล่นตามข่าว? (หุ้นมีสตอรี่) ถ้าเล่นสั้นจะ ?ไม่ถือนาน? แต่บางครั้งจะสลับตัวเล่น ?กลาง-สั้น? ตามความเหมาะสม

สำหรับหุ้นกลุ่มที่เล่นเป็นประจำ ยังคงเป็น ?พลังงาน? กับ ?แบงก์? ที่ผ่านมาได้กำไรมาตลอด ส่วนหุ้นที่โปรดปรานเป็นพิเศษอันดับหนึ่งคือ TUF เพราะโตมากับธุรกิจนี้ ปัจจุบันถือ TUF อยู่ในพอร์ต ?มากที่สุด? โดยหุ้นบางส่วนได้รับโอนมาจาก ?คุณพ่อ? ตอนก่อนแต่งงาน มีต้นทุนที่ 10 บาทแต่ไม่เคยขายและไม่คิดจะขายด้วย

อีกตัวที่ชื่นชอบเป็นพิเศษคือ PS เพราะเป็นบริษัทที่ตอบโจทย์ชนชั้นกลางที่อยากมีบ้านได้ดีที่สุด และมั่นใจในตัว ?เจ้าของ? ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ที่ถือหุ้นไว้จำนวนมากถ้าหุ้นตกเขาย่อมเจ็บกว่าแน่นอน ทำให้มั่นใจเต็มร้อยว่าเลือกหุ้นไม่ผิด

?ปี 2551 ผมเล่นหุ้นพฤกษา เรียลเอสเตทถึง 20 รอบ แต่พอปีนี้ราคาเริ่มสูงก็ขายออกไปรอเล่นรอบใหม่?

ผ่านมา 4 ปี พอร์ตลงทุนของสง่าโตขึ้นมาอยู่ในระดับ 50 ล้านบาท สิ่งที่เซียนหุ้นรุ่นใหม่ต้องท่องเป็นประจำคือ ?อย่าโลภมาก? หุ้นทุกตัวที่เข้าไปลงทุนเขาจะตั้ง ?เป้าหมายกำไร? เมื่อถึงเป้าก็ต้อง ?ขาย? โดยปกติจะตั้งไว้ที่ 20% และตั้งจุด Stop Loss (หยุดขาดทุน) ไว้ที่ลง 10% ต้องตัดขายทันที

?ที่เล่นมาเคย Cut Loss หนักสุด 3 ล้านบาทไม่งั้นขาดทุนแน่ๆ 6-7 ล้านบาทแต่ถ้ารีบขายก่อนอาทิตย์หนึ่งจะขาดทุนแค่ล้านเดียว ประสบการณ์เลยสอนผมว่าต้องกล้าตัดสินใจ(ถึงขาดทุนก็ต้องกล้าขาย)?

เซียนนิดที่มีพอร์ตไม่นิดบอกว่า จากประสบการณ์ถ้าอยากได้กำไรเยอะๆ ต้องเล่นหุ้นขนาดกลางหรือเล็กที่มี ?พื้นฐานดี? (ไม่ใช่หุ้นปั่น) และจะได้แรงบวกต้องเป็นธุรกิจกำลังจะ ?เทิร์นอะราวด์? หุ้นพวกนี้เวลาขึ้นมีโอกาสได้กำไรเกิน 20% แต่ถ้าเป็นหุ้นขนาดใหญ่จะมีโอกาสแบบนี้ไม่บ่อย สำหรับรอบนี้ที่ได้กำไรเป็นเนื้อเป็นหนังคือหุ้น BCP และ THCOM กำไรประมาณ 50% แต่ตอนนี้ขายไปหมดแล้ว

?การลงทุนในตลาดหุ้นคือการอยู่กับอนาคต อย่าดูแต่ปัจจุบัน ต้องมองไปข้างหน้า? เซียนนิดย้ำ

ที่สำคัญในตลาดหุ้นอะไรก็ไม่แน่นอนทั้งนั้น จึงต้องมี ?เงินสดติดกระเป๋า? ไว้ตลอดเวลา ถ้ามีเงิน 100 บาท ส่วนตัวจะพยายามเก็บเงินสดไว้ 40% เสมอๆ เพราะโอกาสซื้อ ?ของถูก? ไม่ได้มีมาบ่อยๆ เขายกสัจธรรมที่สุดแสนจะเบสิคแต่ใช้ได้ดีเสมอว่า ?จงเข้าซื้อเมื่อหุ้นตก และจงขายเมื่อหุ้นขึ้น? ง่ายๆ อย่างงี้แหละ!

?ผมมองว่านักลงทุนไทยส่วนใหญ่ใจไม่เย็นพอ และบางคนเอาเงินร้อนมาเล่นด้วยของผมจะใช้เงินเย็นมาลงทุน และไม่เคยซี้ซั้วจะค่อยๆ ดูทีละตัว?

ส่วนหลักการจำกัดความเสี่ยง ง่ายๆ คือ อย่าไปลงทุนในสิ่งที่ไม่รู้ หรือรู้น้อยกว่าคนอื่น จะต้องรู้ให้มากกว่าคนอื่นหนึ่งก้าวเสมอ ข้อจำกัดของตลาดหุ้นไทยคือตลาดเล็กและคนมีเงินเยอะๆ สามารถคุมหุ้นได้ นักลงทุนที่รู้ทีหลังค่อนข้างเสียเปรียบ ก่อนลงทุนจำเป็นต้อง ?เช็คข่าว? ต่อสายคุยกับนักวิเคราะห์คุยกับคนในวงการหาข่าวก่อนลงทุนจะปลอดภัย เราไม่จำเป็นต้องรู้มากที่สุดแต่ต้องไม่น้อยกว่าคนอื่น

สง่าบอกว่าพอร์ตของเขาโตมากช่วงปลายปี 2551 ช่วงที่เกิดวิกฤติซับไพร์ม ก่อนหุ้นจะตกใหญ่เมื่อเดือนตุลาคม 2551 นักลงทุนที่ตามข่าวจะได้กลิ่นไม่ดีมาก่อนแล้วอยู่ที่ว่าใครจะตัดสินใจอย่างไร ส่วนตัวเองเลือกที่จะ ?เผ่น?

?ผมคุยกับรุ่นพี่ที่เล่นหุ้นมา 20 ปีเขาบอกว่าถ้าเป็นเขาจะขายหุ้นทิ้ง ผมก็ฟังข่าววิเคราะห์ต่อแล้วจึงตัดสินใจ Cut Loss ยอมขายขาดทุนตอนนั้นเจ็บหนักที่สุด 3 ล้านบาทแล้วถือเงินสดรอ จากนั้นก็นั่งดูหุ้นตัวใหญ่ๆ อย่าง PTT, BANPU ราคาตกเอาๆ ผมเอาเงินสดที่มีอยู่มารับไว้ หลังจากนั้นไม่นานหุ้นที่ซื้อไว้บางตัวราคาขึ้นเป็นเท่าตัว ช่วงนั้นถือว่าทำให้พอร์ตโตมากที่สุด?

นอกจากลงทุนหุ้นไทยแล้ว สง่ายังแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนผ่านกองทุนผสมสัญญาประกันชีวิต บริหารโดย เอไอจี ที่ประเทศฮ่องกง มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ที่ไม่ใช่หุ้น เช่น น้ำมัน ทองคำ ฯลฯ จุดประสงค์เพื่อเก็บออมเงินระยะยาวเอาไว้ให้ ?ไกลมือ?

นอกจากนี้ยังนำกำไรไปซื้อสินทรัพย์ระยะยาว เช่น ซื้อที่ดิน และซื้อคอนโดมิเนียมให้เช่า สง่าตั้งเป้าหมายชีวิตว่า พอถึงอายุ 55 ปี ก็จะเกษียณตัวเองจากงานประจำ หลังจากนั้นจะใช้เงินเก็บที่สะสมมาจากการทำธุรกิจส่วนตัวและการลงทุนใช้ชีวิตอย่างสบายๆ

อย่างไรก็ตามความสำเร็จในตลาดหุ้นต้องมีทั้งสีขาวและสีดำ มีขึ้นและมีลง แต่คนที่จะยืนบนเวทีนี้ได้ในระยะยาวสำคัญที่สุด ?ต้องมีวินัย?

?ถ้าขาดทุนต้องรับกับมันได้ ถ้ากำไรก็อย่าดีใจกับมันมาก เห็นหุ้นวิ่งอย่าแหกกฎของตัวเอง เหมือนกฎหมายถ้าใครไม่ทำตามมันก็มีบทลงโทษรออยู่ ถ้าคิดว่าทำตามไม่ได้ก็อย่าตั้งกฎให้ตัวเอง? ง่ายๆ แต่ไม่ง่าย สง่า ตั้งจันสิริ เซียนรุ่นใหม่ที่กำลังไต่ระดับมาพร้อมกับวิกฤติ..ลูกไม่ไกลต้นของครอบครัวทียูเอฟ

http://www.bangkokbiznews.com/home/d…ัย-32.html

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

วิธีการสมัคร Exness

วิธีการฝากเงินเข้า Exness

วิธีการถอนเงินออกจาก Exness

วิธีการเปิดบัญชี Demo ทดลองเทรด

วิธีการติดตั้งโปรแกรมเทรด MT4 Exness

วิธีเลือกเล่นหุ้นไทยผ่านโบรกเกอร์ Exness

ออมหุ้นเองหรือผ่านบล. แบบไหนดีกว่ากัน

 

ส่วนตัวตอนนี้ก็รู้สึกดีอยู่เหมือนกันที่เห็นมีกระแสเรื่อง “การลงทุน” ที่เห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนหันมาให้ใจดูแลเงินตัวเองกันมากขึ้น แล้วทีนี้หลังจากที่เราศึกษาเรื่องการลงทุนมาสักพัก เชื่อว่าทุกคนต้องมีคำว่า “หุ้น” ลอยเข้ามาอยู่ในหัวกันบ้างแน่ๆ ซึ่งถ้าลองศึกษาไปเรื่อยน่าจะเคยได้ยินคำว่า “ออมหุ้น” ที่เป็นบริการจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)

หลายคนอาจจะกำลังสงสัยอยู่แน่ๆว่าอะไรคือการ “ออมหุ้น” ที่เป็นบริการจากบล. กันแน่ แล้วทำไมต้องตั้งบริการขึ้นมา เราไม่ได้เข้าไปเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น แล้วก็หักออมเองไม่ได้เหรอ? วันนี้เรามาดูกันดีกว่า ว่าความแตกต่างระหว่าง “ออมหุ้นแบบซื้อเอง” กับ “ออมหุ้นผ่านบล.” เป็นอย่างไรบ้าง

ประการแรก “หุ้นที่เราลงทุนได้” จะมีจำนวนแตกต่างกัน การที่เราเลือกออมหุ้นเอง แน่นอนว่าเราจะสามารถเลือกหุ้นตัวไหนอย่างไรก็ได้ แล้วแต่ใจเราต้องการเลย แต่ถ้าเราจะ “ออมหุ้นผ่าน บล.” จะมีหุ้นที่ทางบล. คัดเลือกมาให้เราเลือกซื้อเท่านั้น แล้วถ้าถามต่อว่าการที่บล. เค้าจะคัดเลือกหุ้นให้เราดีมั้ย? ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง 100% ว่าอันไหนดีกว่า ต้องดูเป็นกรณีๆ ไป

ถ้าสำหรับนักลงทุนมือเก๋าคัดเลือกหุ้นเป็นแล้ว การคัดเลือกหุ้นเองก็น่าจะดีกว่าเพราะลงทุนหุ้นตัวไหนก็ได้ แต่ถ้าสำหรับนักลงทุนมือใหม่หน่อย ก็เลือกลงทุนเฉพาะหุ้นที่ทางบล. คัดมาให้ก็น่าจะเป็นผลดีมากกว่า เพราะบล. เค้าจะทำตัวเองเหมือน “ตัวกรองหุ้น” ที่คอยคัดเลือกหุ้นให้กับเราว่าหุ้นตัวนั้นตัวนี้ลงทุนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นตัวนี้ลงทุนแล้วหุ้นจะขึ้นแน่นอน 100% แต่เป็นการที่เราจะได้ทำการบ้านน้อยลงเพราะหุ้นที่เค้าคัดเลือกมาให้แล้วระดับหนึ่ง

อย่างที่สองที่น่าจะแตกต่างกันก็คือ “จำนวนหุ้น” ที่เราเลือกลงทุนได้ ถ้าเราเลือก “ออมหุ้นเอง” เวลาเราซื้อหรือขายหุ้นโดยปกติเราต้องซื้อขายขั้นต่ำเป็น 100 หุ้น แต่ถ้าราคาหุ้นที่ราคาเกิน 500 บาทต่อหุ้น ก็จะสามารถซื้อที่ 50 หุ้นได้ แต่ถ้าเราเลือกใช้บริการ “ออมหุ้นจากบล.” เวลาเราซื้อเราจะซื้อเป็นจำนวนเงินแทน (เหมือนเราซื้อกองทุน) เช่น เราจะซื้อหุ้น 1,000 บาท แล้วหุ้นราคา 50 บาทเราก็จะได้หุ้นมาประมาณ 20 หุ้นนั่นเอง (อาจจะได้ไม่ถึง 20 หุ้นเพราะจะมีค่าธรรมเนียม)

Report business statistics concept

ตรงนี้ส่วนตัวคิดว่าเป็นข้อดีมากๆ สำหรับนักลงทุนรายย่อยเพราะหุ้นบางตัวที่เป็นหุ้น Bluechip ขนาดใหญ่อย่าง PTT AOT SCC ถ้าจะให้รายย่อยที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนไปซื้อ 100 หุ้น อาจจะต้องใช้เงินสูงถึง 40,000 – 50,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบจำนวนเงินลงทุนแล้วอาจจะทำให้นักลงทุนรายย่อยซื้อไม่ไหวหรือซื้อแล้วไม่สามารถซื้อหุ้นตัวอื่นได้เลยก็จะมีความเสี่ยงกับพอร์ตสูงขึ้นอย่างมากเพราะขาดการทำ Asset Allocation ที่ดี ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนขาดทุนกันเลยทีเดียว นอกจากที่บริการ “ออมหุ้นจากบล.” ยังสามารถให้เราไปเปิดบริการเพิ่มเติมได้อีกก็คือการทำ DCA ทุกเดือนก็ถือว่าเป็นระบบที่ช่วงสร้างวินัยการลงทุนให้กับเราได้อย่างดี

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่าการลงทุนที่ดีที่สุดจะ “ออมหุ้นเอง” หรือ “ออมหุ้นผ่านบล.” เราต้องมาดูเงื่อนไขและข้อจำกัดของเรา ถ้าเป็นนักลงทุนที่มีเงินลงทุนระดับหนึ่ง มีประสบการณ์มาสักหน่อยการเลือก “ออมหุ้นเอง” ก็ดูเป็นอะไรที่เหมาะสมกว่า แต่ถ้าเรายังเป็นมือใหม่แล้วเงินทุนยังไม่ได้เยอะมาก “ออมหุ้นจากบล.” ก็ดูเป็นอะไรที่น่าสนใจกว่า แถมยังสามารถช่วยให้มีวินัยการลงทุนผ่าน DCA อีกด้วย

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวยการเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

วิธีการสมัคร Exness

วิธีการฝากเงินเข้า Exness

วิธีการถอนเงินออกจาก Exness

วิธีการเปิดบัญชี Demo ทดลองเทรด

วิธีการติดตั้งโปรแกรมเทรด MT4 Exness

วิธีเลือกเล่นหุ้นไทยผ่านโบรกเกอร์ Exness

Hot or Not : ลงทุน หุ้น หรือ กองทุนรวม ดี

มีคนรุ่นใหม่หลายคนที่พยายามหาช่องทางการลงทุนให้งอกเงย เพื่อนำเงินมาใช้ยามเกษียณ หุ้น และกองทุนรวม ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่เราจะเลือกลงทุนหุ้น หรือกองทุนรวมดีล่ะ

หุ้น

หุ้นมีหลายบริษัทมากมาย  เราต้องเลือกเอง จิ้มเอง ต้องมีการศึกษาหาข้อมูล ดูงบการเงินเอง ใครที่เข้ามาในหุ้นก็อยากได้เงิน อันนี้ก็แล้วแต่บริษัทที่คุณลงทุนแล้วล่ะครับว่าดีหรือไม่ดี ถ้าคุณซื้อหุ้นมาก แล้วหุ้นตกคุณก็เสียมาก ซื้อหุ้นดี ซื้อเยอะ หุ้นขึ้นก็ได้เยอะ อยากซื้อเมื่อไหร่ ก็ซื้อได้เลย ขายก็ขายได้เลย แต่ถ้าตลาดปิดก็สามารถ กด pending order ได้ เป็นการส่งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า หุ้นก็สามารถเล่นได้ทั้งเล่นสั้น คือแบบซื้อขายภายใน 1 วัน หรือซื้อยาว ตลอดชีวิต ก็ทำได้เช่นกัน

กองทุนรวม

ลงทุนกองทุนถือเป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงที่ดี เราให้ผู้เชี่ยวชาญบริหารกองทุนแทนเรา มีคนเลือกหุ้นให้ และเขาก็ไม่ได้ลงทุนในหุ้นตัวเดียว ซึ่งคุณต้องศึกษาแผนการของแต่ละกองทุนว่าคุณโอเคหรือไม่ก่อนที่คุณจะลงทุน ด้วยความที่ผู้เชี่ยวชาญจะกระจายความเสี่ยงไม่ลงในหุ้นตัวเดียว เพราะฉะนั้น เวลาได้ก็จะได้น้อย เพราะจะมีหุ้นตัวที่ไม่ได้ฉุดอยู่ เสียก็จะเสียไม่เยอะ เพราะมีหุ้นดีช่วยไว้บางส่วน เวลาซื้อก็ซื้อได้เลย ถ้าตลาดเปิด แต่ถ้าขายก็ต้องรอ 3-4 วัน ถึงจะได้เงินซะส่วนใหญ่ กองทุนจะไม่สามารถเล่นสั้น ซื้อปุ๊บขายปั๊บได้เลย เพราะกว่าจะซื้อหรือขายต้องใช้เวลานาน และการขึ้นลงของราคาก็ไม่ได้เยอะในแต่ะวัน

เพื่อนๆ ได้ทราบถึงข้อดีข้อเสียของหุ้นและกองทุนแล้ว คราวนี้ก็แล้วแต่เพื่อนๆ แล้วล่ะครับ ว่าจะเลือกแบบไหนให้เหมาะกับตัวเอง

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

วิธีการสมัคร Exness

วิธีการฝากเงินเข้า Exness

วิธีการถอนเงินออกจาก Exness

วิธีการเปิดบัญชี Demo ทดลองเทรด

วิธีการติดตั้งโปรแกรมเทรด MT4 Exness

วิธีเลือกเล่นหุ้นไทยผ่านโบรกเกอร์ Exness

ลงทุนหุ้นยาวแค่ไหน… ถึงจะพออุ่นใจได้ว่าไม่ขาดทุน

เคยสงสัยมั๊ยครับ ที่ว่าลงทุนหุ้นระยะยาวแล้วความเสี่ยงจะลดลง
แล้วต้องยาวแค่ไหนถึงจะพออุ่นใจ…  ว่าจะไม่ขาดทุน ?

คำถามนี้เป็นคำถามทำนายอนาคต ไม่มีใครบอกได้ชัวร์ 100% หรอกครับ
แต่ผมจะขอพาไปเรียนรู้จากอดีตแทน แนวคิดก็คือ ถ้าอดีตมันซ้ำรอยเดิม หรือใกล้เคียงเดิม
ข้อมูลตาม Infographic นี้คือสิ่งที่นักลงทุนหุ้นอาจต้องเจอครับ

ลงทุนหุ้นยาวแค่ไหน... ถึงจะพออุ่นใจได้ว่าไม่ขาดทุน

ภาพนี้แสดง “พิสัย” หรือ “Range” ของผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
โดยสมมติว่าเรากระจายซื้อหุ้นทั้งตลาดหุ้น ไม่ใช่แค่หุ้นไม่กี่ตัว
ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือ การลงทุนผ่านกองทุนที่เลียนแบบดัชนีนั่นเอง

พิสัยจะบอกถึง ผลตอบแทน “ค่าสูงสุด” และ “ค่าต่ำสุด”  พร้อมผลตอบแทน “ค่าเฉลี่ย” ที่เคยเกิดขึ้นจริง
ในอดีตช่วงปี 1976-2013 (หรือตั้งแต่เปิดตลาดหุ้นไทย)

และผมได้คำนวณ “โอกาสที่จะลงทุนแล้วขาดทุน” ให้ดูประกอบไปด้วย

สาระสำคัญใน Infographic นี้ก็คือ


ยิ่งเพิ่มระยะเวลาการลงทุนในหุ้นให้ยาวขึ้น จะเกิดปรากฎการณ์คือ

1) โอกาสที่จะลงทุนแล้วขาดทุนจะลดลง
2) โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงมากๆ ก็จะลดลง
3) โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนต่ำมากๆ ก็จะลดลงด้วยเช่นกัน


ผมจะพาอ่านกราฟเพื่อทำความเข้าใจไปด้วยกันนะครับ

ในกราฟแท่งที่ระบุว่า “ลงทุนเป็นเวลา 1 ปี” นั้น หมายถึงการซื้อหุ้นวันนี้ และในอีก 1 ปีข้างหน้าก็ขายหุ้นทิ้ง
จะพบว่าในอดีตที่ผ่านมา ถ้าเราลงทุนแบบนี้

ถ้าโชคดีจะมีโอกาสได้กำไรสูงสุดถึง 132.1%
แต่ถ้าโชคร้าย ก็อาจขาดทุนได้สูงสุดถึง -52.5%
และถ้าทำแบบนี้ซ้ำๆ กันหลายๆ ครั้ง จะมีโอกาสถึง 37 ใน 100 ครั้งที่เราจะลงทุนแล้วขาดทุน!

กราฟแท่งอื่นๆ ก็มีวิธีอ่านเหมือนกันครับ เช่น
ในกราฟแท่งที่ระบุว่า “ลงทุนเป็นเวลา 20 ปี” นั้น ก็คือการซื้อแล้วถือ 20 ปีแล้วขายเลย
จะพบว่ามีโอกาสได้กำไรสูงสุดถึง 20.8% ต่อปี แต่ถ้ากรณีเลวร้ายก็ไม่ถึงกับขาดทุน แต่จะได้กำไรแค่ 1.7% ต่อปี
ที่น่าสนใจคือ จะมีโอกาส 0 ครั้งใน 100 ครั้งที่ลงทุนแล้วจะขาดทุน
แปลก็คือ ในอดีตที่ผ่านมา

การลงทุน 20 ปีในหุ้นไทย ไม่เคยมีผลขาดทุน!


กลับมาที่คำถามที่ถามไว้ตอนต้น ว่า “ลงทุนยาวเท่าไรถึงจะอุ่นใจได้ว่าไม่ขาดทุน ?
คำตอบคงต้องอยู่ที่แต่ละท่านตีความข้อมูลใน Infographic นี้

แต่ในความเห็นของผม สำหรับผู้ออมเงินทั่วไป โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน
ผมคิดว่า “15 ปีขึ้นไป” คือคำตอบที่ผม “มั่นใจ” ครับ

ที่ผมคิดว่า 15 ปี ก็พอจะมั่นใจได้ ก็เพราะจากข้อมูลในกราฟการลงทุน 15 ปีนั้น
แม้จะยัง มีโอกาสขาดทุนมากที่สุดที่ -5.7% 
แต่ลองดูที่โอกาสขาดทุนนะครับ จะอยู่ที่เพียง “8 ใน 100 ครั้ง” เท่านั้นเอง

ซึ่งสำหรับมนุษย์เงินเดือนนั้น เราจะลงทุนหลายร้อยครั้งอยู่ครับ
เพราะปีหนึ่งๆ เราก็จะมีการลงทุนอย่างน้อยก็ 12 ครั้ง (12 เดือน)
ถ้าลงทุน 10 ปี ก็จะมีการลงทุนย่อยๆ 120 ครั้ง
ถ้าลงทุน 20 ปี ก็จะมีการลงทุนย่อยๆ 240 ครั้ง
ถ้าลงทุน 30 ปี ก็จะมีการลงทุนย่อยๆ ถึง 360 ครั้ง

ซึ่งถ้าโอกาสการขาดทุนอยู่ที่เพียง 8 ใน 100 ครั้ง
ก็จะมีเงินเพียงไม่กี่ก้อนเท่านั้นที่ลงทุนไปแล้วจะขาดทุนในอีก 15 ปีข้างหน้า

และกรณีที่ขาดทุนก็ขาดทุนสูงสุดเพียง 5-6%

ดังนั้น “เงินก้อนที่กำไรจะเยอะกว่ามาก และเพียงพอที่จะชดเชยผลขาดทุนของเงินไม่กี่ก้อนนั้นได้แน่ๆ

เพราะต้องอย่าลืมนะครับ เวลาที่เราขาดทุน เราขาดทุนเต็มที่ได้แค่เงินต้น คือ ขาดทุนได้ 100%

แต่ถ้ากำไร เช่น กำไรที่ค่าเฉลี่ยของการลงทุน 15 ปี คือ 10% ต่อปี
ถ้าทบต้นไป 15 ปีนี่ เงิน 100 บาทจะโตเป็น 418 บาทเลย
และผมว่ากำไร 318 บาท น่าจะพอชดเชยผลขาดทุนได้อยู่ครับ

นี่ก็เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวนะครับ ถ้าจะประเมินแบบระมัดระวัง (Conservative) กว่านั้น
จะลงทุน 20 ปี หรือ 25 ปีขึ้นไปก็ยิ่งจะรัดกุมขึ้นครับ


ข้อมูลนี้เอาไปใช้อะไรได้ ?

ข้อมูลนี้มันบอกว่า ถ้าท่านยังมีเวลาลงทุนที่ยาวพอการจะมีการลงทุนในหุ้นบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอย่างที่คิด

ถ้าท่านเป็นพนักงานเอกชนแล้วมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
กองทุนของท่านเป็น Employee’s Choice ที่ท่านสามารถเลือกแผนการลงทุนได้เองรึยัง ?
แล้วท่านเลือกอะไร ? น่าเพิ่มสัดส่วนหุ้นเข้าไปหน่อยหรือไม่ ?

ถ้าท่านเป็นข้าราชการ ซึ่งลงทุนผ่าน กบข. 
ท่านรู้หรือไม่ว่า ท่านสามารถเปลี่ยนแผนการลงทุนได้ แล้วท่านเลือกแผนอะไร ?

ถ้าท่านไม่มีสวัสดิการอะไร แต่เก็บออมเงิน ลงทุนเอง
ผ่าน LTF, RMF, กองทุนเปิดทั่วไป, ช่องทางการออมอื่นๆ ท่านคิดว่า ควรจะมีหุ้นเพิ่มหน่อยมั๊ย ?

การเพิ่มหุ้นเข้าไปนิดหน่อยในพอร์ตการลงทุนของท่าน
ดอกผลที่เพิ่มขึ้นนิดนึงนั้น ในระยะยาวจะมีผลอย่างมาก ต่อความเป็นอยู่ในวัยเกษียณนะครับ

ถ้าท่านเลือกไม่เสี่ยงวันนี้ ท่านอาจจะเสี่ยงมีไม่พอใช้วันหน้า

แต่ถ้าท่านเลือกจะเสี่ยงวันนี้ ท่านก็ต้องเข้าใจความเสี่ยง และรู้วิธีจัดการกับมัน
ซึ่งก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปด้วยกันได้ที่นี้ครับ

การลงทุนนั้น ไม่ต้องรู้ “เรื่องยากๆ” มากเกินไปก็ได้ ลงทุนแบบโง่ๆ ง่ายๆ

Keep it Simple and Stupid” ก็อาจได้ผลดีเหมือนกัน ^ ^


ข้อควรระวัง

1) อดีตนั้นอาจไม่ซ้ำรอยก็เป็นไปได้นะครับ
2) นี่เป็นข้อมูลของการลงทุนกระจายในหุ้นหลายตัว ไม่สามารถบอกได้นะครับ
ว่าถ้าถือหุ้นตัวเดียวระยะยาวๆ แล้วจะไม่ขาดทุน เพราะหุ้นบางตัว ถือไปไม่กี่ปีก็ล้มละลายก็มีครับ

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย
คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images