กิติชัย เตชะงามเลิศ “จาก 1 ล้าน เป็น 500 ล้าน ผมทำอย่างไร?”

กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนรายใหญ่ เจ้าของพอร์ตหุ้น “หลายร้อยล้านบาท” กล่าว

 

กิติชัย เตชะงามเลิศ เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่ชีวิตวัยเด็กเป็นยิ่งกว่านิยาย

หลังพ่อแม่เสียชีวิตในเปลวเพลิงพร้อมโรงงานเสื้อยืด ขณะกิติชัยมีอายุเพียง 12 ปี

เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคันขณะเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนเทพศิรินทร์

สามพี่น้องในวัยเยาว์ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในธุรกิจค้าส่งเสื้อผ้า โดยไม่มี “เสาหลัก” ของครอบครัว

 

กิติชัยเรียนกวดวิชาตอนกลางคืนแล้วมาสอบเทียบ ม.ปลาย

จากนั้นเขาก็วางแผนสอบเอนทรานซ์   หลังจากการสอบพบว่า

เขาติดคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  โดยมีคะแนนมาเป็น  “อันดับที่ 1”

และคะแนนของเขา ยังสามารถเข้าไปเรียน “คณะแพทย์”  ได้อีกด้วย แต่ไม่ได้เลือกไว้

 

กิติชัยเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้เพียงเทอมเดียว

จากนั้นก็ต้องลาออกมาช่วยพี่ชายค้าขายธุรกิจเสื้อยืดต่อไป

จากนั้นก็ใช้เวลาว่าง ไปลงเรียนที่รามคำแหง คณะบริหารธุรกิจ

เขาเรียนจบภายใน 3 ปีครึ่ง   และยังได้ทุนเรียนฟรี 2 เทอม เพราะเรียนดี

 

หลังจากจบปริญญาตรีที่รามฯ   เขาก็วางแผนเรียนปริญญาโทต่อ

กิติชัยสอบติด MBA มหาวิทยาลัย “เกรดเอ” พร้อมกัน 3 แห่ง

คือที่ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ และนิด้า แต่สอบตกสัมภาษณ์ที่ธรรมศาสตร์

จึงตัดสินใจเรียน MBA พร้อมกันที่จุฬาฯ และนิด้า

แต่เรียนไปได้แค่เทอมเดียวสู้การเดินทางไม่ไหวจึงเลือกเรียน MBA ที่จุฬาฯ เพียงแห่งเดียวจนจบการศึกษา

 

ช่วงที่เรียนหนังสือกิติชัยก็เริ่มเล่นหุ้นแล้ว

ประมาณปี 2534-2535 เขาเริ่มเล่นหุ้นจากเงินก้อนเล็กๆ และเติบใหญ่จน

ปัจจุบันมีพอร์ตหุ้น “หลายร้อยล้านบาท”

ขณะเดียวกันกิติชัยก็เป็นนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (ซื้อมา-ขายไป) ที่สายตาแหลมคม

 

ปัจจุบันมีอสังหาริมทรัพย์ภายใต้การครอบครองมูลค่าหลัก “ร้อยล้านบาท”

ทั้งคอนโดให้เช่า ที่ดินเปล่า และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร

เขามักจะเข้าประมูลซื้ออสังหาริมทรัพย์ ตามหน่วยงานราชการที่เปิดประมูล

จากนั้นก็นำปรับปรุงใหม่ และขายออกไป  โดยตนเองเป็นคนจัดการเพียงผู้เดียว

 

กิติชัย กล่าวถึงเมื่อมีคนชอบมาถามเขาเกี่ยวกับการลงทุน..

“มีคนชอบถามผมว่า ควรจะลงทุนอะไรดี

และสัดส่วนการลงทุนในแต่ละช่องทางควรจะเป็นอย่างไร

ก่อนอื่นเราควรจะดูว่า เราอายุเท่าไร

และการยอมรับความเสี่ยงในการขาดทุนจากการลงทุนได้มากน้อยเพียงใด”

 

“ตามปกติคนที่มีอายุมาก ควรจะลงทุนในตราสารหนี้มากหน่อย

ซึ่งมักจะประกอบด้วย  พันธบัตรรัฐบาล

หุ้นกู้ของบริษัทที่ได้รับเกรดการลงทุนอยู่ในระดับสูงกว่า BBB หรือ BBB

หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้”

 

“จากนั้นก็อาจนำเงินที่เหลือมาลงทุนในตราสารทุน (หุ้น)

และอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้ประจำจากค่าเช่า

หรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้ที่มีเงินออมไม่มากนัก”

นั่นคือ  คนที่มีอายุ “ไม่ควรเสี่ยง” ในการลงทุนมากนัก

 

“ส่วนคนที่มีอายุไม่มากสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า

ก็อาจจะลงทุนกองทุนที่ลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) มากขึ้น

อย่างไรก็ตามก็ควรจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และตราสารหนี้ด้วย

เมื่อมีความรู้มากขึ้นอีกระดับหนึ่ง อาจจะแบ่งเงินลงทุนส่วนหนึ่งไม่ควรเกิน 5-10%

ลงในสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนที่ลงทุนในสินค้าเหล่านี้ให้เลือกได้หลากหลาย”

 

กิติชัย กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนมากหรือน้อย

ก็คือ Asset Allocation (การกระจายทรัพย์สิน)

ถ้ามีการกระจายการลงทุนได้ดี

จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีภายใต้ความเสี่ยงที่พอรับได้

 

“บางคนชอบลงทุนโดยดูช่วงจังหวะ (Timing) ซึ่งผมคิดว่า

โอกาสที่ท่านจะลงทุนได้ถูกจังหวะไม่ใช่เรื่องง่าย

ผมเห็นเซียนหลายคนตกม้าตายจากเรื่อง Timing

ผมคิดว่าท่านอาจจะลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Average)

โดยการลงทุนทุกเดือนด้วยจำนวนเงินเท่ากัน น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด”

 

นอกจากนั้นยังมีวิธีวิเคราะห์หุ้นที่เรียกว่า   Top Down และ Bottom Up

เซียนหุ้นร้อยล้าน กล่าวถึงแนวทางการลงทุนของตนเองว่า

การลงทุนในตลาดหุ้นส่วนตัวจะใช้วิธีทั้ง Top Down (จากบนลงล่าง)

และ Bottom Up (จากล่างขึ้นบน)

 

โดยการเลือกหุ้นแบบ Top Down คือ

การเลือกอุตสาหกรรมที่น่าสนใจก่อน แล้วค่อยเลือกบริษัท “ที่ดีที่สุด” ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้น

ส่วนวิธีการเลือกหุ้นแบบ Bottom Up ก็คือ

การเลือกรายบริษัทโดยค้นหาบริษัทที่มีผลประกอบการน่าประทับใจ หรือ มีอะไรที่น่าสนใจ

 

“โดยผมจะมีหุ้นที่คอยติดตามอยู่ประมาณ 30-40 ตัว

โดยจะตามแบบห่างๆ ยกเว้นหุ้นตัวไหนที่สะดุดตาก็จะติดตามอย่างใกล้ชิด

แต่อย่างไรก็ตามผมจะควบคุมหุ้นในพอร์ตการลงทุนไว้ประมาณ 3-10 ตัวเท่านั้น

แล้วแต่ช่วงเวลานั้นๆ ว่า จะมีหุ้นที่น่าสนใจมากน้อยแค่ไหน”

 

และนั่นคือ กิติชัย เตชะงามเลิศ

ผู้มีสมญานามว่า  “เซียนหุ้นหน้าหยก”

เขาเป็นทั้งคนเล่นหุ้น นักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และ…

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ   เขาทำเงิน “500 ล้านบาท”  ได้อย่างไร?

 

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้การเล่นหุ้น ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

ความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน จนกลายเป็นที่มาของ “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น”

lotteryandshare

จัดเป็นประโยคคุ้นเคยสำหรับคนไทยในยุคปัจจุบัน ที่ว่ากันว่า “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” เพราะเป็นที่สังเกตได้ง่ายในคนยุคปัจจุบัน ที่คนส่วนใหญ่ ฐานการเงินจนจนถึงปานกลาง มักจะที่จะเล่นหวยเพื่อหวังโชคชะตาที่จะได้รับเงินก้อนโต แต่ในคนรวยแล้ว ต่างมีมุมมองที่แตกต่างไปจากนั้น ซึ่งตามจริงและแล้ว หวยและหุ้น จัดเป็นสิ่งเดียวกัน มีความแตกต่างเพียงผู้เล่นที่มีรายได้ที่ต่างกัน และที่สำคัญเป็นกฎของธรรมชาติ เมื่อมีผู้ได้แล้วก็จะต้องมีผู้เสียเป็นเรื่องธรรมดา แต่การเล่นหวย เมื่อเสียเราก็จะรู้ทันทีเลยว่าเจ้ามือก็จะได้รับ แต่ในการเล่นหุ้นแล้วกลับยังไม่มีคนทราบแน่นอนว่าใครจะเป็นผู้ได้ เพราะในการเล่นหุ้นไม่มีเจ้ามือ สำหรับแนวทางคิดของกลุ่มคนเล่นหวยและการเล่นหุ้น ที่มีความแตกต่างกันนั้น มีประเด็นส่วนใหญ่ดังนี้

การเล่นหวย ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มคนที่มีฐานการเงินที่น้อยไปจนถึงปานกลาง ทำให้กลุ่มคนพวกนี้มักจะดำเนินชีวิตไปด้วยระยะเวลาที่สั้น ความคิดการวางแผนอนาคตจะไม่ได้ยืดยาวเท่ากับกลุ่มนักเล่นหุ้นหรือกลุ่มคนรวย เพราะสำหรับคนจนแล้ว มักจะมองการให้ชีวิตแบบวันต่อวัน หาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางก็มักจะคิดแบบเดือนต่อเดือน ทำให้เฝ้ารอช่วงสิ้นเดือนเสมอ มักชอบสิ่งของเครื่องใช้ตามสมัยนิยม ทำให้คาดการณ์ได้ไม่ยากว่าบุคคลพวกนี้จะต้องเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างแน่นอน แต่สำหรับคนฐานะสูง มักจะมีการวางแผนชีวิตในระยะยาว เป็นปี หรือเป็น 10 ปี หรืออาจมากกว่านั้น เป็นการมองการไกลเกี่ยวกับอนาคตภายภาคหน้า ทำให้บุคคลกลุ่มนี้มีความอดออมเป็นพิเศษเพื่อที่จะลงทุนในระยะยาว และสร้างตัวเงินแบบงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน ซึ่งจัดเป็นสูตรที่สำคัญที่จะเปลี่ยนคนให้กลายเป็นคนมั่งคั่งในที่สุดโดยการเล่นหุ้น

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้การเล่นหุ้น ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

เปิดพอร์ตเล่นหุ้นที่ไหนดี ?

ปัญหาแรกๆของคนอยากเริ่มเล่นหุ้นเลย พี่ทุยว่าไม่ใช่ปัญหาที่ว่าจะเลือกหุ้นตัวไหน ซื้อหุ้นตอนไหนดี แต่ว่าปัญหาแรกที่มักจะต้องเจอก็คือ “เปิดพอร์ตเล่นหุ้นที่ไหนดี” หรือจะเลือกโบรกเกอร์ไหนดี ?

โบรกเกอร์ คืออะไร ?

เอ่อ.. โบรกเกอร์ คือ คนที่เราจะไปเปิดบัญชีเล่นหุ้นด้วยนะ จะเลือกของที่ไหนดี ? เพราะมีเยอะเข้าขั้นมากเลย พี่ทุยตัดประเด็นเรื่องบทวิเคราะห์ออกก่อนนะ เพราะจริงๆแล้วไม่ว่าเราไปเปิดพอร์ตของโบรกเกอร์ไหน เราก็สามารถเข้าไปอ่านบทวิเคราะห์ได้ของทุกที่ ทุกโบรกเกอร์เลย

เพราะจากประสบการณ์ พี่ทุยแทบไม่ได้ดูบทวิเคราะห์ที่ทางโบรกเกอร์ส่งมาให้เลย (อันนี้ส่วนตัวฝุดๆ ฮ่า) แต่จะอ่านเฉพาะอันที่พี่ทุยสนใจแค่นั้นเอง เพราะส่งมาเยอะมากอ่านไม่ทันอันนี้ยอมรับเลย

ถ้าเราไม่ใช่รายใหญ่มาก แต่กำลังอยากเป็นเม่าตัวน้อยๆละก็ ประเด็นเดียวที่พี่ทุยคิดว่าน่าสนใจสำหรับคำถามที่ว่า “เปิดพอร์ตเล่นหุ้นที่ไหนดี” เลยคือ “มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำมั้ย?”

บางโบรกเกอร์มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำต่อวัน เช่น ไม่ว่าวันนี้จะ ซื้อ/ขาย เท่าไหร่ก็เสีย 50 บาทก่อน ไม่ว่าจะเทรด 200 บาท หรือ 500 บาท ต้องเสีย 50 บาท สมมติว่าทางโบรกเกอร์เค้าคิดค่าธรรมเนียม 0.25% เราซื้อ หุ้นไป 1,000 บาท จริงๆควรเสียแค่ 2.50 บาท แต่ถ้ามีขั้นต่ำเค้าจะคิดไปก่อนเลย 50 บาท
แล้วเราควร “เปิดพอร์ตเล่นหุ้นที่ไหนดี” ?

อย่างที่พี่ทุยบอกไปเลยเรื่องของค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ แน่นอนว่าถ้าเงินที่เราเล่นหุ้นยังมีไม่มากเท่าไร การเสียเงินค่าธรรมเนียมแบบนี้ก็แพงใช่เล่นเลยนะ พี่ทุยเลยอยากแนะนำโบรกเกอร์ที่ไม่มีขั้นต่ำนั่นเอง !

แต่พี่ทุยอยากแถมเข้าไปอีกประเด็นนึง ก็คือ ถ้าเรามี “เพื่อน” ทำงานเป็นโบรกเกอร์อยู่แล้ว ก็ไปเปิดกับเพื่อนเถอะ ช่วยๆกัน เพื่อนจะได้พอร์ตที่ใหญ่ขึ้น แล้วยิ่งเป็นเพื่อนเราก็จะได้กล้าถามแบบไม่ต้องเกรงใจมากเน๊าะ เผลอๆให้เพื่อนช่วยแนะนำหุ้นได้ด้วยนะ ฮ่าๆๆๆๆ แต่หลังจากที่เพื่อนแนะนำก็อยากลืมไปวิเคราะห์ต่อกันเองด้วยเน้ออออออ

ปล. แต่จริงๆจะ “เปิดพอร์ตเล่นหุ้นที่ไหนดี” ก็แล้วแต่ความชอบเลยน่ะ อันนี้เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆน้าาาา ไม่ต้องยึดมั่นคั้นให้ตายล่ะ อิอิ

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้การเล่นหุ้น ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

เคล็ดลับ!! สร้าง 3 ล้านบาท ใน 10 เดือน

ทำกำไรForex เคล็ดลับสร้างกำไร 3 ล้านบาท ใน 10 เดือนทำกำไรจากตลาด Forexเป้าหมายมือใหม่..
*ทุน 100 เหรียญ สร้างกำไร 1 แสนเหรียญ 3 ล้านบาท ใน 10 เดือน*

*(ทำแค่ 5% ต่อวัน)*ง่ายมาก สำหรับมือใหม่.”(สำคัญมากอย่าโลภ!)
ตั้งเทรดที่ เดือนที่ ทุน กำไร 5% /วัน คูณ 20 วัน กำไรต่อ/เดือน
0.05 / 1 100 5 $ 100
0.10 / 2 200 10 $ 200
0.20 / 3 400 20 $ 400
0.40 / 4 800 40 $ 800
0.80 / 5 1600 80 $ 1600
1.00 / 6 3200 160 $ 3200
2.00 / 7 6400 320 $ 6400
3.00 / 8 12800 640 $ 12800
6.00 / 9 25600 1280 $ 25600
8.00 / 10 51200 2560 $ 51200
…………………………………………………….
รวม 102,400 เหรียญ x 30 = 3,072,000 บาท
( สะสมครบ 10 เดือนไม่ต้องถอน )
ฝากเงิน 100$ รับ 3 ล้าน 10 เดือน อยากได้ ต้องลงมือทำ!
เริ่ม..แรกทำตามเป้าหมาย…อย่าโลภ….
มืออาชีพ ทำ 30%- 60% ต่อวัน
                     
*ทุน 1,000 เหรียญ สร้างกำไร 1 ล้านเหรียญ 30 ล้านบาท ใน 10 เดือน*
 *(ทำแค่ 5% ต่อวัน)*ง่ายมาก สำหรับมือใหม่.”(สำคัญมากอย่าโลภ!)
 เดือนที่ ทุน กำไร 5% /วัน คูณ 20 วัน กำไรต่อ/เดือน
1 1000 50 $ 1000
2 2000 100 $ 2000
3 4000 200 $ 4000
4 8000 400 $ 8000
5 16000 800 $ 16000
6 32000 1600 $ 32000
7 64000 3200 $ 64000
8 128000 6400 $ 128000
9 256000 12800 $ 256000
10 512000 25600 $ 512000
…………………………………………………….
รวม 1,024,000 เหรียญ x 30 = 30,072,000 บาท
ข้อดีอีกข้อของตลาด Forex คือ เราสามารถเทรดขาขึ้นและขาลงได้

หลายท่านอาจจะเคยเล่นหุ้น มาบ้าง หลักการทำกำไรหลักๆ ก็จะคล้ายกันที่ว่า ซื้อถูก-ขายแพง(พูดง่ายแต่ทำจริงๆ ไม่ง่ายเลย) ในการซื้อ-ขายหุ้นจะซื้อ-ขายเป็นตัวๆ ไป แต่ในตลาด Forex จะต่างจากหุ้น ตรงที่ เราจะดูกันเป็น “คู่” ซื้อเงินสกุลหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ก็ขายเงินอีกสกุลหนึ่งออกไป หรือเป็นการจับคู่แลกเปลี่ยน ซื้อขายค่าสกุลเงิน กำไรก็จะได้มาจากส่วนต่างจากการขายในแต่ละครั้งครับ

ยก ตัวอย่างเช่น EUR/USD คือการเปรียบเทียบระหว่างเงินยูโรของสหภาพยุโรป กับเงินดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินด้านซ้ายเราเรียกว่า base currency โดยเรามักจะเห็นราคา ซื้อ-ขาย แบบข้างล่างครับ

EUR/USD bid= 1.35000 offer= 1.35007

ถ้าเราสั่ง ซื้อ (เรียกว่า Buy หรือ Long) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order BUY) เราจะได้ราคาที่ offer และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ bid ตัวอย่างเช่น ณ เวลาที่เราเข้า Buy คู่ EUR/USD ราคา offer อยู่ที่ 1.35300 ถ้าเราปิด (close) ทันที เราจะ sell คืนไปที่ราคา bid 1.35000 เท่ากับเราขาดทุนทันที 0.00030 หรือ 30 จุด หรือ pip (ทุกครั้งที่เราเปิดการเทรด เราจะติดลบก่อนเสมอ ในความเป็นจริงคงไม่มีใครซื้อแล้วขายเลยแบบนี้)

เราจะทำกำไรด้วยการ buy ที่ราคา offer ซึ่งก็คือซื้อมาถือไว้ เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้น ก็คือรอให้ค่า bid สูงกว่าค่า offer ที่เราเปิด buy ไว้ และเราจะปิด order นี้ โดยการ sell คืน (การสั่ง close order จะเป็นการ sell อัตโนมัติ – ไม่ใช่ให้เราเปิด order sell อีกอัน) ไปในราคาที่สูงกว่า (ถ้า sell คืนในราคาต่ำกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ซื้อถูก ขายแพง

เมื่อ เราสั่ง ขาย (เรียกว่า Sell หรือ Short) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order SELL) เราจะได้ราคาที่ bid และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ offer – การ Sell คือการที่เราสั่งโบรกให้ขายออกไปก่อน เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนตกลงมา และเราจะปิด order นี้ โดยการ Buy คืน (การสั่ง close order จะเป็นการ buy อัตโนมัติครับ – ไม่ใช่ให้เราเปิด order buy อีกอัน) ไปในราคาที่ต่ำกว่า (ถ้า Buy คืนในราคาสูงกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ขายแพง แล้วซื้อถูก

แต่จะเห็นว่า เราดู จุด หรือ pip กันที่ ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 (หรือตำแหน่งที่ 2 ในบางคู่) เราลองมาดู EUR/USD กัน

สมมุติ ว่า เราพิจารณาแล้ว เราเห็นว่า EUR น่าจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับ USD (คือ EUR จะแลก USD ได้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป) เราจึงทำการเข้า buy โดยที่เราได้ราคา ที่ 1.3500 (จำได้มั๊ยครับว่าเราจะได้ราคา offer นั่นแปลว่าเมื่อเทียบกับ bid เราจะ -3 นี่คืนส่วนของค่าคอมมิทชั่นของโบรกเกอร์ครับ)

เมื่อเวลาผ่านไป ราคาวิ่งขึ้นไป ที่ 1.35500 หรือขึ้นมา 500 จุด แล้วเราเห็นว่าอาจจะไปต่อไม่ไหว จึงปิดทำกำไรที่ จุดนี้ เราจะได้กำไรมา 500 จุด หรือ 500 pips หรือ 0.0500 หน่วยใน base currency ซึ่งในที่นี้คือ 0.0500 USD

น้อยมากใช่ไหมครับ 0.0050 USD = ครึ่งเซ็นต์ หรือประมาณ 17 สตางค์ เท่านั้น นั่นแปลว่าหากเราอยากทำกำไรเยอะๆ เช่น pip ละ $1 (50 pip ก็คือ $50) เราต้องสั่งเทรดถึง $10,000 เลยทีเดียว เป็นเงินที่ไม่น้อยเลย
แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะเดี๋ยวเรามาดูกันต่อในหัวข้อ Leverage นะครับ ว่าทำไมการมี Leverage ช่วยให้เราทำเงินเยอะ จากการลงทุนที่น้อยกว่าได้อย่างไร

ทุนน้อยแล้วจะลงทุนใน Forex อย่างไร? Leverage คืออะไร

Leverage คืออะไร?

จำ ได้มั๊ยครับว่าจากบทความที่แล้ว จากที่เราสั่งซื้อด้วยเงินเพียง $1 ของเราเอง กำไรมันน้อยนิดมาก ขนาด +50 จุดยังทำเงินได้ 17 สตางค์เอง หากเราอยากทำกำไรเยอะๆ เช่น pip ละ $1 (50 pip ก็คือ $50) เราต้องสั่งเทรดถึง $10,000 เลยทีเดียว มีทุนไม่พอแน่ ทำไงดี ตรงนี้แหล่ะครับที่ Leverage เข้ามามีผล Leverage มีผลกับการ เทรด Forex อย่างไร เรามาดูกัน

Leverage 1:100 แปลว่า เราใช้ทุนของเราเองเพียง 1 เพื่อสั่งซื้อ-ขาย 100 เช่น เราจะสั่งซื้อ EUR มาถือไว้ โดยจะซื้อที่ราคา 1.3502 จำนวน 100 USD (คือได้มา 74.0631 EUR) เราไม่ต้องใช้ 100 USD ครับ เราจะใช้เพียง 1 USD เพื่อแลก 74.0631 EUR มาถือไว้ ซึ่งเมื่อเราขายคืนไปที่ 1.3552 หรือกำไรมา 0.0050 แทนที่เราจะกำไรแค่ นั้น จะกลายเป็นว่าเราจะทำกำไรได้ 0.50 usd แปลว่าเราสามารถทำกำไรได้ 50% จากเงินที่เราลง (เราลงเพียง $1 เพื่อทำกำไร $0.50)แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ว่าเราจะมีเงินพอรึเปล่า เวลามี Leverage แบบนี้ เพราะเวลาเทรดเราจะสั่งเทรดอย่างมาก ไม่เกิน 40% ของทุน (แต่แนะนำที่ 10% ครับ จะได้มีเหลือไว้แก้ตัว) เช่นถ้าเรามีทุน $100 เราก็สั่งเทรดเพียง $10 หรือ 10% (แต่เวลาสั่ง $10 คือ 1,000 unit นะครับ ที่ Leverage 1:100) 10% ที่ใช้ เราจะเรียกว่า used margin เวลาราคาวิ่งขึ้นหรือลง มันจะมาบวก หรือ ลบ ที่ 90% ที่เหลือ หรือที่เรียกว่า available margin หากเราติดลบไปเรื่อยๆ จน available หมด ระบบจะทำการตัดขาดทุน โดยการปิด order นี้ โดยอัตโนมัติ นั่นคือ โบรกเกอร์จะไม่ยอมขาดทุนแทนเราหรอกครับ

คิดคร่าวๆ คือ เราจะทำกำไร (ขาดทุน) ได้ ประมาณ 1% ต่อ pip จากเงินทุนของเรา (คู่อื่นอาจจะไม่ถึง 1% บางคู่ก็มากกว่า เช่น EUR/GBP ตกประมาณ 2% ครับ)

…………………………………………………………………

นั่นหมายความว่า ด้วยทุนเพียง $100 (3,000 บาท) คุณจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $0.10 (สั่งเทรด ) หากทำได้ 100 จุดต่อวัน ก็วันละ $10 หรือ 300 บาท (โดยประมาณ) หรือวันละ 10%

และทุนเพียง $1000 (30,000 บาท) เราจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $10 (สั่งเทรด ) หากทำได้ 100 จุดต่อวัน ก็วันละ $1000 หรือ 3,0000 บาท

หรืออาจจะเริ่มเพียง $100 (3000 บาท) โดยจะได้จุดละประมาณ 10 เซ็นต์

ค่อยๆ สะสมไปก็ได้ครับ เพราะมีแล้วคนที่ทำ $1000 จากทุน

ทำ5% ที่ EXNESS (โบรกเกอร์) เป็น $1,000,000 ใน 12 เดือน

อง คิดดูเล่นๆู ล่ะกันครับ ถ้าเพียงคุณสามารถทำกำไรได้ 10% ของทุนต่อวัน เพิ่มไปเรื่อยๆ 6 เดือน (120 วันเทรด) จะเป็นเงินเท่าไหร่ จากทุนเพียง $1000

เป็น $463,545.34 หรือ 15,765,541.60 บาท ครับ โอ้ววววว พระเจ้าช่วย (ทำได้แค่ 5% ของไอเดียนี้ก็หรูแล้วครับ)

ปกติ EUR/USD จะไม่แรงมาก ทำวันละ 100-300 จุดได้ หากเป็นบางคู่ เช่น GBP/JYP (ทุกวันนี้ผมเล่น GBP/JYP เป็นหลัก เพราะแรง เร้าใจ) ผมเคยทำได้มากสุด +2500 จุด เพียงช่วงเวลาที่ผมหลับ (เที่ยงคืน) จนมาถึงเวลาที่ผมตื่น (7 โมงครึ่ง) หรือ 250% ของเงินทุนที่ผมเทรด

ที่ (โบรกเกอร์) ให้เราสามารถ up Leverage ได้สูงสุดถึง 1:1000 นั่นแปลว่า เราใช้ทุนตัวเองเพียง $200 ในการเทรด 100,000 unit (หรือ 1 lot จะได้จุดละ $10) เองครับ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Leverage ก็เป็นดาบ 2 คม ที่ทั้งทำให้ รวย-จน ได้ในพริบตาLeverage และการที่มันวิ่งขึ้นลงทั้งวัน นี่แหล่ะครับ ที่ทำให้ Forex สนุก และเร้าใจ

เข้า Exness เพื่อเปิดบัญชี

  >>สมัครเล่นหุ้นExnessคลิก<<

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึงคนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้การเล่นหุ้น ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

5 หนังสือหุ้นที่น่าอ่าน ประจำปี 2017

“หนังสือหุ้น” กลายมาเป็นเพื่อนคู่คิดไว้ให้เราศึกษาในช่วงที่เราเป็นมือใหม่ และในหนังสือหุ้นนั้นก็มักจะให้ความรู้และแนวคิดที่ถูกต้องที่จะเอาชนะตลาดหุ้นในระยะยาว

“หนังสือหุ้น” ถือเป็นแหล่งความรู้ที่นักลงทุนส่วนใหญ่นิยมและคลาสสิกที่สุดแล้วล่ะ เพราะการอ่านสามารถอ่านได้ทุกที่ ทุกเวลาที่เราอยากจะทำ ไม่ต้องอาศัยปัจจัยอะไรเยอะแค่ตัวเราเองเท่านั้น วันนี้เรามาดู 5 “หนังสือหุ้น” ที่น่าอ่าน ประจำปี 2017 กันดีกว่าเอาแบบสำหรับมือใหม่เริ่มเล่นกันเลยทีเดียว

1. เพาะหุ้นเป็นเห็นผลยั่งยืน โดย คุณกวี ชูกิจเกษม

5 หนังสือหุ้นที่น่าอ่าน ประจำปี 2017

พี่ทุยว่าเป็นสไตล์การลงทุนแบบ VI ที่สอนให้เราแบบเข้าใจง่ายเล่มนึงทีเดียว พร้อมแนวคิดที่ดี ภาษาที่ใช้เข้าใจง่ายดีเหมือนกัน พี่ทุยว่าเล่มเหมาะแก่การเริ่มเต้นดูหุ้นช่วงแรกๆเลย

2. ตีแตก โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

5 หนังสือหุ้นที่น่าอ่าน ประจำปี 2017

แค่ชื่อพี่ทุยว่าหลายๆคนก็รู้จักอยู่แล้วล่ะ จริงๆหนังสือของดร. นิเวศน์หลายๆเล่มก็ทำออกมาดีนะ แต่เล่มนี้พี่ทุยชอบก็คือดร. เค้าจะพูดถึงว่าก่อนกระโดดเข้าไปในตลาดหุ้นต้องศึกษาอะไรบ้าง แล้วเวลาที่เกิดวิกฤติมันมีโอกาสอะไรบ้าง หนังสือเก่าหน่อยแต่พี่ทุยว่าแนวคิดต่างๆยังใช้ได้ดีนะ

3. วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง โดย คุณนรินทร์ (สถมาอี๊)

5 หนังสือหุ้นที่น่าอ่าน ประจำปี 2017เล่มนี้เพื่อนพี่ทุยแนะนำมา ตอนแรกหน้าปกดูไม่น่าเป็นหนังสือหุ้นเท่าไหร่ แต่ก็วิธีการค่อนข้างครบตามที่เค้าว่ากันจริงๆ พี่ทุยแนะนำว่าควรอ่านเหมือนกัน อย่างว่าหนังสือหุ้นดีๆภาษาไทยหาค่อนข้างยาก เล่มนี้เป็นหนังสือหุ้นที่ดีที่เป็นภาษาไทยและไม่ได้แปลจากที่ไหน โดยเฉพาะวิธี DCF (Discount Cash Flow) ที่ใช้กับตลาดหุ้นไทยโดยเฉพาะ แต่สำหรับพี่ทุยคิดว่าบางจุดยังอธิบายไม่ค่อยเคลียร์สำหรับมือใหม่ แต่สงสัยตรงไหนก็ลองหาความรู้กันเพิ่มได้ไม่มีปัญหาอะไร

4. เหนือกว่าวอลสตรีท (One up on Wall street) โดย Peter Lynch & John Rothchild

แค่ชื่อผู้เขียนก็ต้องอ่านแล้วล่ะ สำหรับภาษาไทยผู้แปลก็คือ ดร.นิเวศน์ของเราเนี้ยแหละ เล่มนี้ตอนแรกๆพี่ทุยอ่านแล้วบอกได้เลยว่างง แต่ถ้าผ่านไปสักพักกลับมาจับใหม่อีกก็ได้แง่มุมใหม่ๆเสมอ แต่ข้อเสียเล่มนี้ก็คือหนังสือแปล บางทีมันไม่ได้อารมณ์เท่าไหร่ แต่เนื้อหาพี่ทุยว่าดีเลยล่ะ เพราะถ้าให้พี่ทุยไปอ่านภาษาอังกฤษน่าจะใช้เวลานานกว่าไทยอยู่เยอะ (ฮ่า)

5. ศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์ Buffetology โดย Mary Buffet & David Clark

5 หนังสือหุ้นที่น่าอ่าน ประจำปี 2017

พี่ทุยว่าถ้าใครลงทุนมาสักพักอ่านเล่มนี้ก็น่าจะเป็นขั้นต่อของการวิเคราะห์หุ้นโดยใช้หลัก DCF (Discount Cash Flow) เช่นกัน รวมไปถึงแนวคิดการมองหุ้นระยะยาว อาจจะเข้าใจแนวคิดในการเลือกหุ้นของปู่วอร์เรนขึ้นอีกนิด

สมัยนี้นอกจากหนังสือต้องยอมรับว่าโลกอินเตอร์เน็ตทำให้เราเข้าถึงข้อมูลดีดีได้เสมอ ได้ชื่อว่าการลงทุนไม่มีผิดหรือถูกไม่ว่าเราจะลงทุนในกองทุนรวมหรือหุ้นก็ตาม พี่ทุยย้ำเสมอว่าถ้ากำไรแปลว่าเรามาทุกทางแล้วล่ะ แต่กำไรต้องมาอย่างสมเหตุสมผลไม่ใช้เพราะความฟลุ๊ค เพราะหากขึ้นชื่อว่าตลาดหุ้นแล้ว ผลงานการลงทุนของเราจำเป็นต้องดูกันที่ระยะยาวนั่นเอง

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

“อย่าบอกว่าไม่มีเงินลงทุน ถ้ามีเงินเปิดเหล้าขวดละหลายพัน”

ประโยคนี้จี๊ดใจเป็นที่สุดๆ เป็นคำกล่าวจาก “พี่ยุ้ย” ที่ปรึกษาการเงิน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร่ เวลาได้คุยกับเธอเรื่องจัดการการเงินแล้วสนุกมาก ทำให้เราได้เคล็ดลับการลงทุนแบบแซ่บเวอร์มาฝากกัน

“การลงทุนของแต่ละคนเหมือน…

แต่ละคนก็มีเป้าหมายไม่เหมือนกัน คนนี้เสี่ยงได้มาก อีกคนยอมรับความเสี่ยงไม่ได้เล

 

woman crushed under oversized credit card

ถ้ามีหนี้อยู่ อย่าเพิ่งคิดลงทุน

“หนี้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงๆ อย่างบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ให้เอาเงินไปจ่ายหนี้ก่อน เพราะถ้าคุณเอาเงินมาลงทุน ต้นทุนคุณจะสูงมากจะมีการลงทุนอะไรที่ให้ผลตอบแทนได้ 20% เท่ากับดอกเบี้ยบัตรเครดิตล่ะ ส่วนถ้าเป็นหนี้กู้บ้าน ถ้าดอกเบี้ยสูงมาก 5-6% ก็จะแนะนำว่าให้รีไฟแนนซ์ เพราะเราสามารถหาดอกเบี้ยให้ต่ำกว่านี้ได้ แล้วค่อยมาลงทุน”

 

1960s HAPPY COUPLE MAN...

เห็นเพื่อนเล่นหุ้นได้กำไร อยากเล่นบ้าง แต่รับความเสี่ยงไม่ได้เลย อย่าเล่น!

“ต้องเข้าใจก่อนว่าการลงทุนมีความเสี่ยงไม่ได้มีแต่ได้อย่างเดียว ทำใจได้มั้ยถ้าขาดทุน 10% ขึ้นไป ถ้าไม่ได้ ก็จะบอกเลยว่า มันเป็นไปไม่ได้ อย่าลงทุนเลย”

 

อย่าคิดเอามาลงทุนในหุ้น ถ้ารอไม่ได้ถึงหนึ่งปี

“มีเงินก้อนหนึ่งจะใช้อีก 6 เดือนข้างหน้า เห็นหุ้นขึ้นดี อยากเอามาลงทุนในหุ้นก่อน บอกเลยว่า อย่าทำเพราะคุณจะไม่ได้กำไรหรอก อีกหกเดือนข้างหน้าเราคาดเดาไม่ได้เลยว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะลง คนที่จะเล่นหุ้นนั้นต้องทำใจมาด้วยว่าคุณมีความเสี่ยง และเงินที่จะเอามาลงทุนนั้น อย่างน้อยๆต้องเป็นเงินที่อยู่ได้ 1 ปี ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนระยะสั้นด้วยซ้ำ”

 

เล่นหุ้น “ได้กำไรเดี๋ยวนี้ ไม่มี” จังหวะที่ดีที่สุด คือเก็บไว้ 3 ปีขึ้นไป

“ให้ดีลกับหุ้นเหมือน LTF ไม่ค่อยมีใครขาดทุนใน LTF นะ เพราะเราไม่ได้ซื้อแล้วขายตลอดเวลา แต่พอเป็นหุ้นเราจะทนไม่ค่อยได้ และมักจะขายตอนหุ้นตกเพราะคิดว่าเก็บต่อไปไม่ได้แล้ว และก็จะซื้อใหม่ตอนราคาแพง เพราะกลัวว่าจะพลาดไม่ได้กำไร และถ้าเราซื้อๆขายๆ คนที่รวยคือโบรกเกอร์ ไม่ใช่เรา”

Young woman with calendar

มีวินัย และอดทน คือ คาถาทำกำไร

“ไม่ว่าจะออมเงินหรือลงทุน สองคำนี้สำคัญมาก”

 

ไม่ได้รวยนี่ ก็เลยไม่มีเงินลงทุน

“ถ้าไม่ลงทุนก็ไม่มีวันรวย คนเราชอบบอกว่าไม่มีเงินเก็บ ไม่มีเงินลงทุน ซึ่งตอนนี้เริ่มต้นแค่ 500 บาท แต่มีเงินกินเหล้าขวดละสองพันบาทได้ ถ้าเอาเงินตรงนั้นมาลงทุน หรือมาออมได้ ก็รวยแล้วค่ะ”

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

PTT หุ้นอันดับ 1 ที่น่าผิดหวัง ?

ความรู้สึกของคนไทย ที่มีต่อ “ตลาดหุ้น” ช่างคละเคล้าไปด้วยอารมณ์กล้า ๆ กลัว ๆ

เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ !

  • ความกล้า เกิดขึ้นมาเพราะคนยุคนี้เริ่มฉลาดขึ้น พวกเขารู้แล้วว่า ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าดอกเบี้ยธนาคาร ที่สำคัญ ตลาดหุ้น ยังเป็นช่องทางเลือกในการสร้างรายได้ ให้กับคนที่ไม่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่พนักงานประจำ ฟรีแลนซ์ และแม้กระทั่ง ผู้เกษียณอายุ

 

  • ความกลัว เกิดขึ้นเพราะตลาดหุ้นมีความผันผวนมาก คนที่ขาดความเข้าใจจึงหวั่นเกรงว่า เงินเก็บที่หามาได้ทั้งชีวิต จะถูกทำลายย่อยยับไป จึงทำให้พวกเขารีรอที่จะเข้าสู่ตลาดหุ้น

 

บทความชิ้นนี้จึงถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือให้คนธรรมดาทั่วไป สามารถมองเห็น “เหตุผล” ที่ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความผันผวนได้ เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว พวกเราก็ย่อมสามารถเข้าสู่ตลาดหุ้นได้อย่างมั่นใจ และมีความสุขกับผลตอบแทนทางการเงินที่เพิ่มพูนขึ้น

 

credit by fxpips.com

credit Image by fxpips.com

 

เรามาเริ่มกันด้วยการวิเคราะห์หุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีชื่อย่อในตลาดหุ้นว่า PTT เพราะหุ้นตัวนี้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความผันผวนของราคาหุ้น จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นกรณีศึกษาในการเข้าใจความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของตลาดหุ้นได้

 

ประการแรก

เรามักถูกทำให้เชื่อว่า ราคาแรกเข้าตลาด (IPO) ของหุ้น PTT ที่ราคา 35 บาทนั้น มีราคาต่ำเกินจริง แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ก็คือ หลังจากที่หุ้นตัวนี้เข้ามาซื้อขายที่ตลาดหลักทรัพย์ ในเวลา 4-5 เดือนแรก เรายังสามารถซื้อหุ้นตัวนี้ได้ที่ราคาระหว่าง 31-34 บาท

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ชี้ให้เห็นบทเรียนในตลาดหุ้นว่า คนธรรมดาทั่วไป ก็สามารถเข้าซื้อหุ้นดี ๆ ในราคาถูกได้ แต่ที่น่าเศร้าก็คือ จะมีรายย่อยสักกี่คนที่มีความอดทนในการถือหุ้นตัวนี้จนกระทั่งมันขึ้นไปที่ราคา 190 บาท เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 หรือภายหลังจากที่หุ้น PTT ได้เข้าสู่ตลาดไปแล้ว 2 ปีกว่า

สรุป ก็คือ แม้แต่หุ้นที่คนเชื่อว่าดี และมีราคาถูกเกินจริง ก็ยังต้องใช้เวลาในการสะสมตัวเอง ก่อนที่จะพุ่งทะยานขึ้นไป

แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น เราจะเห็นว่า ในช่วง 2 ปีแรก ที่คนส่วนใหญ่มองว่าหุ้น PTT มีราคาต่ำกว่าความเป็นจริงนั้น ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าไปเก็บหุ้นตัวนี้กัน ซึ่งหากนักลงทุนรายใหญ่ซึ่งมีเงินมาก และสามารถทำให้ราคาซื้อขายสูงขึ้นไปได้ ตัดสินใจลากหุ้นตัวนี้ขึ้นไปที่ราคา 190 บาท ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่หุ้น PTT เข้าซื้อขาย ก็ย่อมทำให้นักลงทุนรายย่อยได้กำไรกันมากมาย ในขณะที่ตนเองไม่ได้อะไรมากนัก เพราะหุ้นจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในมือรายย่อย

ดังนั้น ทางเลือกที่ฉลาดกว่า คือ นักลงทุนรายใหญ่ควรจะปล่อยให้ราคานิ่งอยู่ตรงนี้นาน ๆ ทำให้รายย่อยเริ่มหมดความอดทนที่จะถือหุ้น เพราะรู้สึกว่าหุ้นนี้อาจไม่ดีอย่างที่คิด

เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 ปี จนกระทั่งนักลงทุนรายย่อยเลิกสนใจหุ้น PTT ในขณะที่นักลงทุนรายใหญ่สามารถกว้านซื้อหุ้นตัวนี้ได้มากพอ ก็ย่อมถึงเวลาที่หุ้นตัวนี้จะขึ้นไปที่ราคา 190 บาทแล้ว

 

ประการที่สอง

ในปลายปี 2550 เมื่อราคาน้ำมันกำลังจะพุ่งทะลุไปที่ 100 เหรียญ/บาร์เรล เราก็ถูกทำให้เชื่อกันว่า หุ้น PTT ที่ราคา 400 บาทนั้น สมเหตุสมผล และอาจจะขึ้นไปถึง 500 บาทแต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงดวงดาว โดยยังเคยตกลงไปถึงที่ราคาประมาณ 140 บาท และเมื่อผ่านมา 7 ปีกว่าแล้ว ราคาหุ้น PTT ก็ยังฟื้นตัวมาได้ที่ประมาณ 350 บาทเท่านั้น

นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ “เมื่อคนส่วนใหญ่เชื่อว่าหุ้น PTT น่าสนใจเข้าซื้อ ราคาหุ้น PTT ก็จะถล่มลงมา”

แน่นอนว่า  ผลประกอบการของ PTT ในช่วงที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นขนาดนี้ ย่อมออกมาดีอย่างแน่นอน แต่ทว่า ราคาหุ้น PTT ที่ราคา 400 บาทได้สะท้อนความดีนั้นไปหมดแล้ว

พูดง่าย ๆ ก็คือ ราคา PTT มีราคาสูงเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง

นักลงทุนที่เผลอใจเข้าไปซื้อหุ้น PTT ในช่วงนี้ ส่วนใหญ่แล้วก็ต้องเจ็าบตัวกลับไป

 

credit by business2community.com

credit Image by business2community.com

ประการที่สาม

ในปี 2558 ที่ราคาน้ำมันลดต่ำลงในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ผลประกอบการของ PTT ย่ำแย่ลงนั้น ราคาหุ้นของ PTT ก็ยังสามารถเลี้ยงตัวอยู่ได้ที่ 300-320 บาท และสามารถดีดกลับไปได้ที่ราคา 360-380 บาท ซึ่งหากนักลงทุนกล้าเข้าไปซื้อไว้ ก็จะได้กำไรประมาณ 10-20 % โดยใช้เวลาไม่ถึง 6 เดือนเลย

แน่นอนว่า ไม่ใช่หุ้นทุกตัวที่มีผลประกอบการไม่ดีแล้ว ราคาหุ้นจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้แบบ PTT

แต่กรณีของ PTT เป็นสิ่งที่น่าศึกษา เพราะทุกคนรู้ว่า PTT เป็นบริษัทที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยมีการกระจายความเสี่ยงของบริษัทเป็นอย่างดี ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันมากเกินไป อีกทั้งยังมีการรุกเข้าไปในธุรกิจค้าปลีกในนามของบริษัทกาแฟ Amazon ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

หากทว่า ราคาหุ้นของ PTT ก็ยังคงผันผวน และส่วนใหญ่มักจะตรงข้ามกับความรู้สึกของนักลงทุนรายย่อยในช่วงเวลานั้น

 

นักลงทุนหน้าใหม่ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น จึงต้องเข้าใจ “สัจธรรม” หรือ “มายา” ในตลาดหุ้นตรงนี้ให้ดี ก่อนที่จะเข้าสู่สนามการลงทุนที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสุดหฤโหด

ที่สำคัญ นักลงทุนจะต้องไม่คิดเอาเองว่า ตลาดหุ้นนั้นง่าย เพียงแค่ทำตรงข้ามกับความเห็นส่วนใหญ่ เราก็จะสามารถได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ

เพราะหลายครั้งที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าคนส่วนใหญ่กำลังซื้อหรือขายหุ้นตัวไหน

ตัวอย่างที่ชัดเจน ก็คือ กรณีของหุ้น PTT ก่อนที่จะวิ่งขึ้นไปที่ 190 บาทนั้น ก็ต้องผ่านช่วงเวลา 2-3 ปีภายหลังจากเริ่มเข้าซื้อขายในตลาด (IPO) เรียกว่าต้องทำให้รายย่อยเบื่อกันไปก่อน

credit by tradingblog.optionfx.com

credit Image by tradingblog.optionfx.com

แล้วเราจะเข้าไปตอนไหน เราจะรู้ได้อย่างไร

หากรอให้หุ้นวิ่งขึ้นไปแล้ว เราก็คงไม่กล้าซื้อตามเข้าไป เพราะหลายครั้งเวลาเราซื้อตาม มันก็มักจะถล่มลงมา

ยิ่งกว่านั้น PTT ยังเป็นหุ้นตัวใหญ่ในตลาด พฤติกรรมจึงมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นธรรมดาทั่วไป ทำให้นักลงทุนจับทิศทางได้ง่ายกว่า แต่การนำไปประยุกต์ใช้กับหุ้นตัวอื่น ก็จะต้องมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้น

เราจึงต้องศึกษามายาตลาดหุ้น ให้ลึกกว่านี้ในบทความชิ้นต่อไป

 

สิ่งที่อยากทิ้งท้ายไว้ในบทความชิ้นนี้ ก็คือ ราคาหุ้นของ PTT นิ่งอยู่ที่ประมาณ 300 บาทมาหลายปีแล้ว ถึงแม้จะมีราคาสูงหรือต่ำกว่านี้ไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ยอมไปไหนสักที

นั่นหมายความว่า นักลงทุนที่เข้าไปซื้อหุ้น PTT ในจุดสูงสุดที่ราคาประมาณ 400-440 เมื่อหลายปีก่อน ก็ย่อมจะรู้สึกเบื่อหน่ายกับความอึดช้าของหุ้นตัวนี้

ที่สำคัญ ก็คือ ในยามที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) พุ่งสูงขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา ก็มักจะถูกนำโดยหุ้นในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น KBANK หรือ SCB

อย่างไรก็ตาม ในรอบที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มธนาคารเริ่มที่จะแผ่วลง ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานได้เริ่มแสดงอาการที่คึกคะนองออกมาให้เห็นบ้างแล้ว

ดังนั้น จึงน่าจะถึงเวลาของหุ้น PTT ที่จะฟื้นตัวกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ภายในเวลาไม่เกิน 1 ปีนับจากนี้

 

แน่นอนว่า หุ้นตัวใหญ่ระดับ PTT เราจะหวังให้สร้างผลตอบแทน 200-300 % คงจะเป็นเรื่องยาก แต่การเข้าซื้อที่ระดับราคา 300-330 เพื่อหวังไปขายที่ราคา 370-420 ก็ยังมีหวังไม่ใช่น้อย ใครจะเล่นแบบเป็นรอบ โดยกำไรเพียง 10-20% แต่กำไรปีละหลายครั้ง หรือจะรอเล่นรอบใหญ่ กำไร 30-50 % แต่นาน ๆ ครั้ง ก็ตามแต่ความสะดวกและใจสมัคร

 

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

วิธีการสมัคร Exness

วิธีการฝากเงินเข้า Exness

วิธีการถอนเงินออกจาก Exness

วิธีการเปิดบัญชี Demo ทดลองเทรด

วิธีการติดตั้งโปรแกรมเทรด MT4 Exness

วิธีเลือกเล่นหุ้นไทยผ่านโบรกเกอร์ Exness

เงินก้อนแรก 500,000 บาท เล่นหุ้น 4 ปี วันนี้เขามีพอร์ตแล้ว 50 ล้าน

จากกรุงเทพธุรกิจ

จากเงินก้อนแรก 500,000 บาท เล่นหุ้น 4 ปี วันนี้เขามีพอร์ตแล้ว 50 ล้าน ชายหนุ่มวัย32 ?โนเนม? แต่ไม่ ?โนวิชั่น? สง่า ตั้งจันสิริ ?

แท้ที่จริงตระกูลตั้งจันสิริ ไม่ใช่โนบอดี้ในวงการธุรกิจ ทายาทหนุ่มวัย 32 ปี อาสาพาไปรู้จักเคล็ดลับความสำเร็จของตัวเอง ที่วันนี้มีพอร์ตเล่นหุ้นเป็นตัวเป็นตนแล้ว 50 ล้านบาท แม้ไม่มากแต่ถ้าดูจากจุดเริ่มต้นที่ 5 แสนบาทกับระยะเวลาเพียง 4 ปี หนุ่มคนนี้ถือว่าฝีมือ ?ไม่ธรรมดา?

สง่า ตั้งจันสิริ มีพื้นฐานครอบครัวอยู่ในระดับเศรษฐีของเมืองไทย บางคนอาจจะคุ้นๆกับนามสกุล ?ตั้งจันสิริ? กับ ?จันศิริ? ใน บมจ.ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือ ทียูเอฟ ใช่เลย! เขาเป็นหลานชาย ไกรสร จันศิริ ประธานกรรมการ และผู้ก่อตั้งทียูเอฟ บริษัทผู้ส่งออกปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ระดับโลก และมีศักดิ์เป็นญาติผู้น้อง ธีรพงศ์ จันศิริ ซีอีโอทียูเอฟ ปัจจุบันสง่านั่งแท่นบริหารบริษัทโบรกเกอร์ประกันภัยของตัวเอง ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจครอบครัว และรักการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นชีวิตจิตใจ

?ตกลงครับ..แต่พอร์ตผมไม่ได้ใหญ่มากเท่าไรนะ ไม่รู้จะน่าสนใจหรือเปล่า? ชายหนุ่มวัย 32 ปี ยอมเปิดตัวกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek เรานัดหมายกับเขาที่ร้านกาแฟใต้อาคารเอสเอ็ม ทาวเวอร์ ย่านสนามเป้า โดยมี ?ก๋อย? ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ เซียนหุ้นร้อยล้าน ?หลานชาย? ชนะชัย ลีนะบรรจง เป็นคนชักนำ

?นิด? ชื่อเล่นของสง่า เพียงกาแฟแก้วแรกหย่อนวางลงบนโต๊ะนิดก็รีบออกตัวก่อนว่า ?หุ้นทุกตัวที่ผมไปลงทุนไม่เกี่ยวอะไรกับธุรกิจครอบครัวแม้แต่น้อยเป็นเพียงการลงทุนส่วนตัว?

นิดบอกว่า แม้จะเติบโตมากับธุรกิจอาหารทะเลของครอบครัวตั้งแต่เด็ก แต่ขอเลือกที่จะเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจของตัวเอง หลังจบปริญญาตรีที่เอแบคด้านประกันภัยก็มาเปิดบริษัทโบรกเกอร์ประกันภัยซึ่งบริหารมาแล้ว 8 ปี และยังร่วมลงขันกับเพื่อนขายเครื่องมือแพทย์ ธุรกิจรับสแกนหนังสือ และมีร้านกาแฟของตัวเอง

ก้าวแรกในตลาดหุ้นของสง่า เพิ่งเริ่มเมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา โดยเข้ามาในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังบูมตอนนั้นคือ ?อยากลอง? และได้รู้จักกับผู้ใหญ่ในวงการหลักทรัพย์แนะนำให้ลองลงทุนดูบอกว่าดีกว่าเงินฝาก โดยปัจจุบันมีพอร์ตลงทุนอยู่ที่ บล.เคที ซีมิโก้ เป็นหลัก

สำหรับเงินลงทุนก้อนแรก นิดเล่าว่าเริ่มจากเงิน 500,000 บาท เริ่มนับหนึ่งจากหุ้นบลูชิพพิมพ์นิยมอย่าง BANPU, PTT, PTTEP และแน่นอนต้องมี TUF ด้วยเพราะเป็นธุรกิจของครอบครัว โดยมี ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ ?เพื่อนซี้? ที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ป.1 เป็นที่ปรึกษา และทุกวันนี้หัวข้อหลักในการสนทนาระหว่างเพื่อนก็คือเรื่องหุ้นที่ฝังอยู่ในสายเลือดโดยไม่รู้ตัว

วิธีการลงทุนของเซียนหุ้นรายนี้ เขาจะแบ่งพอร์ตลงทุนออกเป็น ?สามส่วน? คือ สั้น-กลาง-ยาว ถ้าเป็นหุ้นบลูชิพชั้นดี ?เกรดเอ? ถ้าถือต้นทุนต่ำก็จะถือยาว 2-3 ปี โดยจะดูที่ Dividend Yield ถ้าอยู่ประมาณ 5-6% ก็จะถือไว้กินปันผล ส่วนหุ้น TUF จะไม่แตะ (ขาย) เลยเพราะปันผลดีมาก อีกตัวที่ชอบคือ CSL ที่ทำธุรกิจเป็นเงินสดแถมจ่ายปันผลดีปีละ 2-3 ครั้ง

ส่วนพอร์ต ?ระยะกลาง? จะเน้นหุ้นกลุ่มแบงก์กับอสังหาริมทรัพย์ ถ้าเป็นพอร์ต ?ระยะสั้น? จะเน้นเล่นหุ้นหวือหวาโดยจะ ?เล่นตามข่าว? (หุ้นมีสตอรี่) ถ้าเล่นสั้นจะ ?ไม่ถือนาน? แต่บางครั้งจะสลับตัวเล่น ?กลาง-สั้น? ตามความเหมาะสม

สำหรับหุ้นกลุ่มที่เล่นเป็นประจำ ยังคงเป็น ?พลังงาน? กับ ?แบงก์? ที่ผ่านมาได้กำไรมาตลอด ส่วนหุ้นที่โปรดปรานเป็นพิเศษอันดับหนึ่งคือ TUF เพราะโตมากับธุรกิจนี้ ปัจจุบันถือ TUF อยู่ในพอร์ต ?มากที่สุด? โดยหุ้นบางส่วนได้รับโอนมาจาก ?คุณพ่อ? ตอนก่อนแต่งงาน มีต้นทุนที่ 10 บาทแต่ไม่เคยขายและไม่คิดจะขายด้วย

อีกตัวที่ชื่นชอบเป็นพิเศษคือ PS เพราะเป็นบริษัทที่ตอบโจทย์ชนชั้นกลางที่อยากมีบ้านได้ดีที่สุด และมั่นใจในตัว ?เจ้าของ? ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ที่ถือหุ้นไว้จำนวนมากถ้าหุ้นตกเขาย่อมเจ็บกว่าแน่นอน ทำให้มั่นใจเต็มร้อยว่าเลือกหุ้นไม่ผิด

?ปี 2551 ผมเล่นหุ้นพฤกษา เรียลเอสเตทถึง 20 รอบ แต่พอปีนี้ราคาเริ่มสูงก็ขายออกไปรอเล่นรอบใหม่?

ผ่านมา 4 ปี พอร์ตลงทุนของสง่าโตขึ้นมาอยู่ในระดับ 50 ล้านบาท สิ่งที่เซียนหุ้นรุ่นใหม่ต้องท่องเป็นประจำคือ ?อย่าโลภมาก? หุ้นทุกตัวที่เข้าไปลงทุนเขาจะตั้ง ?เป้าหมายกำไร? เมื่อถึงเป้าก็ต้อง ?ขาย? โดยปกติจะตั้งไว้ที่ 20% และตั้งจุด Stop Loss (หยุดขาดทุน) ไว้ที่ลง 10% ต้องตัดขายทันที

?ที่เล่นมาเคย Cut Loss หนักสุด 3 ล้านบาทไม่งั้นขาดทุนแน่ๆ 6-7 ล้านบาทแต่ถ้ารีบขายก่อนอาทิตย์หนึ่งจะขาดทุนแค่ล้านเดียว ประสบการณ์เลยสอนผมว่าต้องกล้าตัดสินใจ(ถึงขาดทุนก็ต้องกล้าขาย)?

เซียนนิดที่มีพอร์ตไม่นิดบอกว่า จากประสบการณ์ถ้าอยากได้กำไรเยอะๆ ต้องเล่นหุ้นขนาดกลางหรือเล็กที่มี ?พื้นฐานดี? (ไม่ใช่หุ้นปั่น) และจะได้แรงบวกต้องเป็นธุรกิจกำลังจะ ?เทิร์นอะราวด์? หุ้นพวกนี้เวลาขึ้นมีโอกาสได้กำไรเกิน 20% แต่ถ้าเป็นหุ้นขนาดใหญ่จะมีโอกาสแบบนี้ไม่บ่อย สำหรับรอบนี้ที่ได้กำไรเป็นเนื้อเป็นหนังคือหุ้น BCP และ THCOM กำไรประมาณ 50% แต่ตอนนี้ขายไปหมดแล้ว

?การลงทุนในตลาดหุ้นคือการอยู่กับอนาคต อย่าดูแต่ปัจจุบัน ต้องมองไปข้างหน้า? เซียนนิดย้ำ

ที่สำคัญในตลาดหุ้นอะไรก็ไม่แน่นอนทั้งนั้น จึงต้องมี ?เงินสดติดกระเป๋า? ไว้ตลอดเวลา ถ้ามีเงิน 100 บาท ส่วนตัวจะพยายามเก็บเงินสดไว้ 40% เสมอๆ เพราะโอกาสซื้อ ?ของถูก? ไม่ได้มีมาบ่อยๆ เขายกสัจธรรมที่สุดแสนจะเบสิคแต่ใช้ได้ดีเสมอว่า ?จงเข้าซื้อเมื่อหุ้นตก และจงขายเมื่อหุ้นขึ้น? ง่ายๆ อย่างงี้แหละ!

?ผมมองว่านักลงทุนไทยส่วนใหญ่ใจไม่เย็นพอ และบางคนเอาเงินร้อนมาเล่นด้วยของผมจะใช้เงินเย็นมาลงทุน และไม่เคยซี้ซั้วจะค่อยๆ ดูทีละตัว?

ส่วนหลักการจำกัดความเสี่ยง ง่ายๆ คือ อย่าไปลงทุนในสิ่งที่ไม่รู้ หรือรู้น้อยกว่าคนอื่น จะต้องรู้ให้มากกว่าคนอื่นหนึ่งก้าวเสมอ ข้อจำกัดของตลาดหุ้นไทยคือตลาดเล็กและคนมีเงินเยอะๆ สามารถคุมหุ้นได้ นักลงทุนที่รู้ทีหลังค่อนข้างเสียเปรียบ ก่อนลงทุนจำเป็นต้อง ?เช็คข่าว? ต่อสายคุยกับนักวิเคราะห์คุยกับคนในวงการหาข่าวก่อนลงทุนจะปลอดภัย เราไม่จำเป็นต้องรู้มากที่สุดแต่ต้องไม่น้อยกว่าคนอื่น

สง่าบอกว่าพอร์ตของเขาโตมากช่วงปลายปี 2551 ช่วงที่เกิดวิกฤติซับไพร์ม ก่อนหุ้นจะตกใหญ่เมื่อเดือนตุลาคม 2551 นักลงทุนที่ตามข่าวจะได้กลิ่นไม่ดีมาก่อนแล้วอยู่ที่ว่าใครจะตัดสินใจอย่างไร ส่วนตัวเองเลือกที่จะ ?เผ่น?

?ผมคุยกับรุ่นพี่ที่เล่นหุ้นมา 20 ปีเขาบอกว่าถ้าเป็นเขาจะขายหุ้นทิ้ง ผมก็ฟังข่าววิเคราะห์ต่อแล้วจึงตัดสินใจ Cut Loss ยอมขายขาดทุนตอนนั้นเจ็บหนักที่สุด 3 ล้านบาทแล้วถือเงินสดรอ จากนั้นก็นั่งดูหุ้นตัวใหญ่ๆ อย่าง PTT, BANPU ราคาตกเอาๆ ผมเอาเงินสดที่มีอยู่มารับไว้ หลังจากนั้นไม่นานหุ้นที่ซื้อไว้บางตัวราคาขึ้นเป็นเท่าตัว ช่วงนั้นถือว่าทำให้พอร์ตโตมากที่สุด?

นอกจากลงทุนหุ้นไทยแล้ว สง่ายังแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนผ่านกองทุนผสมสัญญาประกันชีวิต บริหารโดย เอไอจี ที่ประเทศฮ่องกง มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ที่ไม่ใช่หุ้น เช่น น้ำมัน ทองคำ ฯลฯ จุดประสงค์เพื่อเก็บออมเงินระยะยาวเอาไว้ให้ ?ไกลมือ?

นอกจากนี้ยังนำกำไรไปซื้อสินทรัพย์ระยะยาว เช่น ซื้อที่ดิน และซื้อคอนโดมิเนียมให้เช่า สง่าตั้งเป้าหมายชีวิตว่า พอถึงอายุ 55 ปี ก็จะเกษียณตัวเองจากงานประจำ หลังจากนั้นจะใช้เงินเก็บที่สะสมมาจากการทำธุรกิจส่วนตัวและการลงทุนใช้ชีวิตอย่างสบายๆ

อย่างไรก็ตามความสำเร็จในตลาดหุ้นต้องมีทั้งสีขาวและสีดำ มีขึ้นและมีลง แต่คนที่จะยืนบนเวทีนี้ได้ในระยะยาวสำคัญที่สุด ?ต้องมีวินัย?

?ถ้าขาดทุนต้องรับกับมันได้ ถ้ากำไรก็อย่าดีใจกับมันมาก เห็นหุ้นวิ่งอย่าแหกกฎของตัวเอง เหมือนกฎหมายถ้าใครไม่ทำตามมันก็มีบทลงโทษรออยู่ ถ้าคิดว่าทำตามไม่ได้ก็อย่าตั้งกฎให้ตัวเอง? ง่ายๆ แต่ไม่ง่าย สง่า ตั้งจันสิริ เซียนรุ่นใหม่ที่กำลังไต่ระดับมาพร้อมกับวิกฤติ..ลูกไม่ไกลต้นของครอบครัวทียูเอฟ

http://www.bangkokbiznews.com/home/d…ัย-32.html

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

วิธีการสมัคร Exness

วิธีการฝากเงินเข้า Exness

วิธีการถอนเงินออกจาก Exness

วิธีการเปิดบัญชี Demo ทดลองเทรด

วิธีการติดตั้งโปรแกรมเทรด MT4 Exness

วิธีเลือกเล่นหุ้นไทยผ่านโบรกเกอร์ Exness

ออมหุ้นเองหรือผ่านบล. แบบไหนดีกว่ากัน

 

ส่วนตัวตอนนี้ก็รู้สึกดีอยู่เหมือนกันที่เห็นมีกระแสเรื่อง “การลงทุน” ที่เห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนหันมาให้ใจดูแลเงินตัวเองกันมากขึ้น แล้วทีนี้หลังจากที่เราศึกษาเรื่องการลงทุนมาสักพัก เชื่อว่าทุกคนต้องมีคำว่า “หุ้น” ลอยเข้ามาอยู่ในหัวกันบ้างแน่ๆ ซึ่งถ้าลองศึกษาไปเรื่อยน่าจะเคยได้ยินคำว่า “ออมหุ้น” ที่เป็นบริการจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)

หลายคนอาจจะกำลังสงสัยอยู่แน่ๆว่าอะไรคือการ “ออมหุ้น” ที่เป็นบริการจากบล. กันแน่ แล้วทำไมต้องตั้งบริการขึ้นมา เราไม่ได้เข้าไปเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น แล้วก็หักออมเองไม่ได้เหรอ? วันนี้เรามาดูกันดีกว่า ว่าความแตกต่างระหว่าง “ออมหุ้นแบบซื้อเอง” กับ “ออมหุ้นผ่านบล.” เป็นอย่างไรบ้าง

ประการแรก “หุ้นที่เราลงทุนได้” จะมีจำนวนแตกต่างกัน การที่เราเลือกออมหุ้นเอง แน่นอนว่าเราจะสามารถเลือกหุ้นตัวไหนอย่างไรก็ได้ แล้วแต่ใจเราต้องการเลย แต่ถ้าเราจะ “ออมหุ้นผ่าน บล.” จะมีหุ้นที่ทางบล. คัดเลือกมาให้เราเลือกซื้อเท่านั้น แล้วถ้าถามต่อว่าการที่บล. เค้าจะคัดเลือกหุ้นให้เราดีมั้ย? ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง 100% ว่าอันไหนดีกว่า ต้องดูเป็นกรณีๆ ไป

ถ้าสำหรับนักลงทุนมือเก๋าคัดเลือกหุ้นเป็นแล้ว การคัดเลือกหุ้นเองก็น่าจะดีกว่าเพราะลงทุนหุ้นตัวไหนก็ได้ แต่ถ้าสำหรับนักลงทุนมือใหม่หน่อย ก็เลือกลงทุนเฉพาะหุ้นที่ทางบล. คัดมาให้ก็น่าจะเป็นผลดีมากกว่า เพราะบล. เค้าจะทำตัวเองเหมือน “ตัวกรองหุ้น” ที่คอยคัดเลือกหุ้นให้กับเราว่าหุ้นตัวนั้นตัวนี้ลงทุนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นตัวนี้ลงทุนแล้วหุ้นจะขึ้นแน่นอน 100% แต่เป็นการที่เราจะได้ทำการบ้านน้อยลงเพราะหุ้นที่เค้าคัดเลือกมาให้แล้วระดับหนึ่ง

อย่างที่สองที่น่าจะแตกต่างกันก็คือ “จำนวนหุ้น” ที่เราเลือกลงทุนได้ ถ้าเราเลือก “ออมหุ้นเอง” เวลาเราซื้อหรือขายหุ้นโดยปกติเราต้องซื้อขายขั้นต่ำเป็น 100 หุ้น แต่ถ้าราคาหุ้นที่ราคาเกิน 500 บาทต่อหุ้น ก็จะสามารถซื้อที่ 50 หุ้นได้ แต่ถ้าเราเลือกใช้บริการ “ออมหุ้นจากบล.” เวลาเราซื้อเราจะซื้อเป็นจำนวนเงินแทน (เหมือนเราซื้อกองทุน) เช่น เราจะซื้อหุ้น 1,000 บาท แล้วหุ้นราคา 50 บาทเราก็จะได้หุ้นมาประมาณ 20 หุ้นนั่นเอง (อาจจะได้ไม่ถึง 20 หุ้นเพราะจะมีค่าธรรมเนียม)

Report business statistics concept

ตรงนี้ส่วนตัวคิดว่าเป็นข้อดีมากๆ สำหรับนักลงทุนรายย่อยเพราะหุ้นบางตัวที่เป็นหุ้น Bluechip ขนาดใหญ่อย่าง PTT AOT SCC ถ้าจะให้รายย่อยที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุนไปซื้อ 100 หุ้น อาจจะต้องใช้เงินสูงถึง 40,000 – 50,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบจำนวนเงินลงทุนแล้วอาจจะทำให้นักลงทุนรายย่อยซื้อไม่ไหวหรือซื้อแล้วไม่สามารถซื้อหุ้นตัวอื่นได้เลยก็จะมีความเสี่ยงกับพอร์ตสูงขึ้นอย่างมากเพราะขาดการทำ Asset Allocation ที่ดี ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนขาดทุนกันเลยทีเดียว นอกจากที่บริการ “ออมหุ้นจากบล.” ยังสามารถให้เราไปเปิดบริการเพิ่มเติมได้อีกก็คือการทำ DCA ทุกเดือนก็ถือว่าเป็นระบบที่ช่วงสร้างวินัยการลงทุนให้กับเราได้อย่างดี

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่าการลงทุนที่ดีที่สุดจะ “ออมหุ้นเอง” หรือ “ออมหุ้นผ่านบล.” เราต้องมาดูเงื่อนไขและข้อจำกัดของเรา ถ้าเป็นนักลงทุนที่มีเงินลงทุนระดับหนึ่ง มีประสบการณ์มาสักหน่อยการเลือก “ออมหุ้นเอง” ก็ดูเป็นอะไรที่เหมาะสมกว่า แต่ถ้าเรายังเป็นมือใหม่แล้วเงินทุนยังไม่ได้เยอะมาก “ออมหุ้นจากบล.” ก็ดูเป็นอะไรที่น่าสนใจกว่า แถมยังสามารถช่วยให้มีวินัยการลงทุนผ่าน DCA อีกด้วย

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวยการเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

วิธีการสมัคร Exness

วิธีการฝากเงินเข้า Exness

วิธีการถอนเงินออกจาก Exness

วิธีการเปิดบัญชี Demo ทดลองเทรด

วิธีการติดตั้งโปรแกรมเทรด MT4 Exness

วิธีเลือกเล่นหุ้นไทยผ่านโบรกเกอร์ Exness

Hot or Not : ลงทุน หุ้น หรือ กองทุนรวม ดี

มีคนรุ่นใหม่หลายคนที่พยายามหาช่องทางการลงทุนให้งอกเงย เพื่อนำเงินมาใช้ยามเกษียณ หุ้น และกองทุนรวม ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่เราจะเลือกลงทุนหุ้น หรือกองทุนรวมดีล่ะ

หุ้น

หุ้นมีหลายบริษัทมากมาย  เราต้องเลือกเอง จิ้มเอง ต้องมีการศึกษาหาข้อมูล ดูงบการเงินเอง ใครที่เข้ามาในหุ้นก็อยากได้เงิน อันนี้ก็แล้วแต่บริษัทที่คุณลงทุนแล้วล่ะครับว่าดีหรือไม่ดี ถ้าคุณซื้อหุ้นมาก แล้วหุ้นตกคุณก็เสียมาก ซื้อหุ้นดี ซื้อเยอะ หุ้นขึ้นก็ได้เยอะ อยากซื้อเมื่อไหร่ ก็ซื้อได้เลย ขายก็ขายได้เลย แต่ถ้าตลาดปิดก็สามารถ กด pending order ได้ เป็นการส่งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า หุ้นก็สามารถเล่นได้ทั้งเล่นสั้น คือแบบซื้อขายภายใน 1 วัน หรือซื้อยาว ตลอดชีวิต ก็ทำได้เช่นกัน

กองทุนรวม

ลงทุนกองทุนถือเป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงที่ดี เราให้ผู้เชี่ยวชาญบริหารกองทุนแทนเรา มีคนเลือกหุ้นให้ และเขาก็ไม่ได้ลงทุนในหุ้นตัวเดียว ซึ่งคุณต้องศึกษาแผนการของแต่ละกองทุนว่าคุณโอเคหรือไม่ก่อนที่คุณจะลงทุน ด้วยความที่ผู้เชี่ยวชาญจะกระจายความเสี่ยงไม่ลงในหุ้นตัวเดียว เพราะฉะนั้น เวลาได้ก็จะได้น้อย เพราะจะมีหุ้นตัวที่ไม่ได้ฉุดอยู่ เสียก็จะเสียไม่เยอะ เพราะมีหุ้นดีช่วยไว้บางส่วน เวลาซื้อก็ซื้อได้เลย ถ้าตลาดเปิด แต่ถ้าขายก็ต้องรอ 3-4 วัน ถึงจะได้เงินซะส่วนใหญ่ กองทุนจะไม่สามารถเล่นสั้น ซื้อปุ๊บขายปั๊บได้เลย เพราะกว่าจะซื้อหรือขายต้องใช้เวลานาน และการขึ้นลงของราคาก็ไม่ได้เยอะในแต่ะวัน

เพื่อนๆ ได้ทราบถึงข้อดีข้อเสียของหุ้นและกองทุนแล้ว คราวนี้ก็แล้วแต่เพื่อนๆ แล้วล่ะครับ ว่าจะเลือกแบบไหนให้เหมาะกับตัวเอง

คนจนซื้อล็อตเตอรี่เดือนละ 2 ครั้งและหวังว่าจะได้เงินล้าน แต่โอกาสนั้นก็ไม่เคยมาถึง

คนรวยมากมาย ทำเงินจากการเล่นหุ้นทุกๆวัน มีผู้ได้กำไรจากตลาดหุ้นนับแสนล้านบาท

อยากรวย ต้องเริ่มคิดแบบคนรวย แล้วคุณจะเป็นคนรวย จากการเล่นหุ้น

คุณก็เป็นหนึ่งในนั้นได้ วันนี้ ไม่ต้องมีเงินแสน ก็ทำเงินได้เหมือนคนรวย

การเล่นหุ้นสมัยใหม่ สะดวก ง่ายดาย รวดเร็ว และทำกำไรง่ายกว่าที่คุณคิด

เล่นหุ้น ใช้ทุนน้อย เริ่มต้นเล่นหุ้นเพียง 500 บาท แต่ได้กำไรสูง

images

วิธีการสมัคร Exness

วิธีการฝากเงินเข้า Exness

วิธีการถอนเงินออกจาก Exness

วิธีการเปิดบัญชี Demo ทดลองเทรด

วิธีการติดตั้งโปรแกรมเทรด MT4 Exness

วิธีเลือกเล่นหุ้นไทยผ่านโบรกเกอร์ Exness